ปะอ๊อกเปรี๊ยะแคพร้อมคาถาภาษาเขมรท้าย

ปะอ๊อกเปรี๊ยะแค

image526.gif

ปะอ๊อกเปรี๊ยะแค
พิธีบูชาพระจันทร์ของชุมชนขแมร์โบราณ
ในวันเพ็ญ เดือน ๑๒ ครรลองแห่งวิถีการพึ่งตนเองแบบพอเพียง

 ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องราวความอาถรรพณ์ของคืนพระจันทร์เต็มดวง ถือเป็นวัฒนธรรมความเชื่อที่มีกันอยู่ทั่วโลก สังเกตได้จากภาพยนตร์หลายๆเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณ และความลี้ลับ หรือ มีเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัว มักจะเกิดขึ้นในคืนพระจันทร์เต็มดวงแทบจะทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ไทย แขก จีน ฝรั่ง หรือแม้กระทั่ง ขแมร,ลาว,กูย ก็มีไม่ต่างกัน  สำหรับในประเทศไทยก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าคนไทยเชื้อสายจีนและเวียดนาม ก็มีพิธีไหว้พระจันทร์ กันเป็นประจำทุกปี แต่ไม่ค่อยจะมีใครได้ยินว่ามีพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการไหว้พระจันทร์ของชาวขแมร หรือเขมร กันสักเท่าไหร่นัก ทั้งๆ ความเชื่อเหล่านี้ ขแมรก็มีมาหลายชั่วอายุคนแล้วแต่กลับห่างหายจากชุมชนไปอย่างน่าเสียดายเมื่อ ๕๐-๖๐ ปีมานี้เอง  นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าอิทธิพลของวัฒนธรรมสมัยใหม่ จากต่างแดน ได้เข้ามาเบียดพื้นที่ของวัฒนธรรมชุมชนจนตกขอบ หรือ อาจจะเป็นด้วยเหตุที่วิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นแปรเปลี่ยนไป จากที่เคยมีความเชื่อในเรื่องดินฟ้าอากาศ เกี่ยวกับโหราศาสตร์ หรือ มีความเคารพต่อธรรมชาติ ต่างก็หันไปให้ความสำคัญ กับวัฒนธรรมที่มากับกระแสโลกาภิวัฒน์ ที่ขาดความเชื่อถือในกฏเกณฑ์แห่งธรรมชาติ มีแต่การแข่งขันด้วยเทคโนโลยี จนกระทั่งหลงลืมเรื่องราวดีๆ ของชุมชนไป   พิธีกรรมความเชื่อในการบูชาพระจันทร์ของชาวเขมร หรือ พิธีปะอ๊อกเปรี๊ยะแค”นับได้ว่าเป็นปรัชญาที่สอนให้คนรู้จักความรักความสามัคคี มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รู้จักการแบ่งปัน รู้จักประมาณตน มีเหตุมีผล รู้จักสร้างภูมิคุ้มกันให้ตนเองด้วยความไม่ประมาท ซึ่งล้วนแต่เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตที่จะนำไปสู่วิถีการพึ่งตนเองแบบพอเพียง และความเป็นศิริมงคลของพี่น้องชาวเขมรในพื้นที่อีสานใต้มานาน    ปัจจุบันนี้ ในดินแดนอีสานใต้ ที่ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งความลี้ลับ ดินแดนแห่งไสยศาสตร์ก็ยังมีการประกอบพิธีกรรมเหล่านี้ในชุมชนโบราณบางหมู่บ้านเท่านั้น ซึ่งมีอยู่ไม่ถึง๑๐%เช่น ที่ อ.สังขะ อ.ศีขรภูมิ และ อ.ลำดวน บางตำบล แต่ทุกชุมชนที่ถือปฏิบัติกันมาก็ไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนนักและไม่สามารถบอกถึงเหตุผลในการกระทำได้เพราะแต่ละชุมชนต่างละทิ้งพิธีกรรมนี้ไปนานกว่า ๔๐-๕๐ ปี เป็นอย่างน้อย เพิ่งจะมีการฟื้นฟูสืบทอดประเพณี และพิธีกรรมของชุมชน กลับคืนมาเพียงไม่กี่ปีมานี้เอง    ทั้งหมดทั้งสิ้นของการดำเนินการของแต่ละชุมชน ก็เพียงแค่อยากสืบทอดประเพณีและพิธีกรรมแห่งความงดงามเอาไว้เท่านั้นเอง และด้วยเหตุที่ละทิ้งไปนานทำให้การสืบสานทั้งรูปแบบ ความเชื่อ และพิธีกรรมผิดเพี้ยนไปจากเดิมอยู่มาก บางชุมชนอาจละทิ้งสาระสำคัญหรือเจตนารมณ์ดั้งเดิม แต่กลับไปให้ความสำคัญกับการลอยกระทง ซึ่งจัดขึ้นในวันเดียวกันมากกว่า ทำให้พิธีปะอ๊อกเปรี๊ยะแคนั้นเป็นเพียงส่วนประกอบอย่างหนึ่ง ของงานลอยกระทงเท่านั้น      ด้วยความเป็นห่วงว่าในอนาคตลูกหลานชาวขแมร จะไม่มีใครรู้จักพิธีกรรมดีๆ อย่างนี้ เครือข่ายชมรมผู้สูงอายุฯ ร่วมกับ”คณะทำงานวัฒนธรรมชุมชน จ.สุรินทร์ได้ร่วมกันสืบค้นถึงตำนานความเป็นมาและความเชื่อเกี่ยวกับพิธีปะอ๊อกเปรี๊ยะแคเพื่ออนุรักษ์ สืบทอด และเผยแพร่ต่อไป


 

พระครูพัฒน์สังวรคุณ
เจ้าอาวาสวัดดาราธิวาส


คุณยายไมย์ สายแก้ว
อายุ ๘๗ ปี

นางอิ่ม ศรีโสภา
อายุ ๘๑ ปี

นางออน ทวีโชค
อายุ ๘๐ ปี
 

นางประนอม แก้วปลั่ง
อายุ ๗๘ ปี
 

นางโย ยงยืน
อายุ ๗๕ ปี

นางเซียม เชิดดี
อายุ ๗๘ ป

นายประยูร  กายมั่น อายุ ๕๙ ปี

    เป็นที่น่าเสียดายว่าชุมชนชาวขแมร ในเขตอีสานใต้ส่วนใหญ่ ได้ละทิ้งพิธีกรรมนี้ไปโดยสิ้นเชิง ในบางชุมชนที่ยังมีการสืบทอด จะมีพระสงฆ์เป็นผู้นำในการฟื้นฟู โดยอาศัยญาติโยม ช่วยกันอนุรักษ์ เช่นที่ชุมชนบ้านขนาดมอญ ต.ตาตุม อ.สังขะ จ.สุรินทร์ พระครูพัฒน์สังวรคุณเจ้าอาวาสวัดดาราธิวาส รองเจ้าคณะตำบลตาตุม ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ได้เชิญชวนญาติโยม มาร่วมกันฟื้นฟูวัฒนธรรมของชุมชน ได้เปิดเผยกับทีมงานว่า บ้านขนาดมอญ แห่งนี้ถือเป็นชุมชนโบราณ แห่งหนึ่งที่มีการสืบทอดงานบุญ งานประเพณี และพิธีกรรมหลายๆ อย่าง ของชาวขแมร ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น และได้ถือปฏิบัติสืบต่อกันเรื่อยมา   สำหรับพิธีปะอ๊อกเปรี๊ยะแค นี้ก็ไม่ทราบแน่ชัดว่ามีความเป็นมาอย่างไร แต่ทางวัดเห็นว่าเป็นประเพณีที่ผู้เฒ่าผู้แก่ได้ปฏิบัติสืบต่อกันมานาน และเห็นว่าเป็นพิธีกรรมแบบโบราณแม้จะมีการทิ้งช่วงไปนานไม่น้อยกว่า ๔๐-๕๐ ปี และผู้สูงอายุที่รู้เรื่องดีก็เสียชีวิตไปหมดแล้ว ส่วนผู้สูงอายุที่พากันกลับมาฟื้นฟูกันใหม่ ในขณะนี้ก็เป็นเพียงผู้ที่เคยเข้าร่วมในพิธีเมื่อสมัยยังเป็นเด็ก ซึ่งพอจะจำขั้นตอนและรายละเอียดได้บ้าง จึงพากันฟื้นฟูขึ้นมา ถึงแม้จะขาดช่วงไปนานก็ตาม   จากการสอบถามผู้ที่เคยได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพิธีกรรมนี้แต่ละท่านให้ความเห็นดังนี้  นางประนอม แก้วปลั่ง อายุ ๗๘ ปี บอกว่า สมัยที่ยังเป็นเด็ก ผู้ใหญ่เคยพาไปร่วมพิธีนี้ที่วัดรู้สึกว่าจะเป็นพิธีเหมือนการสะเดาะเคราะห์ใหญ่ หรือเป็นการทำพิธีเพื่อเสริมดวงชะตาบารมี แล้วก็มีการตักบาตรเข้าเม่า แต่จำรายละเอียดไม่ได้ว่าเขาทำอะไรกันบ้าง เพราะไม่เคยเห็นมีใครทำมาร่วม ๕๐-๖๐ ปีแล้ว    นางออน ทวีโชค อายุ ๘๐ ปี เล่าว่า เวลาถึงวันเพ็ญเดือน ๑๒ ทั้งหนุ่มสาว คนเฒ่าคนแก่ รวมไปถึงเด็กๆ จะพากันแต่งตัวสวยงามไปวัดเพื่อร่วมงานบุญ ซึ่งคนโบราณถือว่าเป็นวันเริ่มต้นปีใหม่ และถือเป็นงานประจำปีที่ทุกวัดจะจัดขึ้นในวันเดียวกัน และเชื่อกันว่าเป็นวันที่มีความสำคัญทางตำราโหราศาสตร์ด้วย    นางอิ่ม ศรีโสภา อายุ ๘๑ ปี บอกว่า นานมากแล้วที่ไม่เคยเห็นพิธีกรรมนี้ นานจนลืมไปแล้วว่าเขาทำอะไรกันบ้าง รู้แต่ว่าเป็นวันที่ชาวบ้านจะทำข้าวเม่าไปตักบาตร แล้วก็เสี่ยงทายว่าปีหน้าฝนจะตกหรือไม่ตก ส่วนรายละเอียดอื่นๆ จำไม่ได้แล้ว ยายดีใจมากถ้ามีการฟื้นฟูประเพณีนี้ ยายขอฝากลูกหลานไว้ด้วย    นางโย ยงยืน วัย ๗๕ กับ นางเซียม เชิดดี วัย ๗๘ ปี ต่างบอกว่าเสียดายที่ในช่วง ๕๐-๖๐ ปี ที่พิธีกรรมนี้ถูกลืมไปจากชุมชน เพราะไม่มีผู้นำ คนที่รู้เรื่องจริงๆ ก็มีน้อยทั้งสองคนบอกว่าจำไม่ค่อยได้แล้วแต่ขอให้ลูกหลานช่วยกันอนุรักษ์ฟื้นฟูกลับคืนมาเพราะเป็นพิธีกรรมที่ทำให้เราได้รู้ว่าจะต้องเตรียมตัวอย่างไรในการทำมาหากินในแต่ละปี เท่าที่พอจะจำได้ก็ถือว่าการเสี่ยงทายนั้นแม่นและเชื่อถือได้ทุกปี   นายประยูร กายมั่น อายุ ๕๙ ปี บอกกับทีมงานว่า ไม่เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับพิธีมาก่อนเลย เพิ่งจะได้รับรู้ก็เมื่อไม่ไม่กี่ปีมานี้เอง รู้เพราะทางวัดได้ชวนเชิญชาวบ้านไปร่วมพิธี เพื่อเป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรม แต่ถึงแม้จะไม่มีความรู้ความเข้าใจมาก่อน ตนเองก็มีความรู้สึกภาคภูมิใจ และยินดีที่จะไปร่วมในพิธีด้วยทุกปี ดีใจที่มีการฟื้นฟู ก็จะพยายามศึกษาหาความรู้จากผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชน เอาไว้บอกเล่าให้ลูกหลานฟัง   และข้อความตอนหนึ่งจากสารคดีเรื่อง“พออกพระแข”ของ“นายสมฤทธิ์ สหุนาฬุ”
(ปราชญ์ชาวบ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่น กวีชนบท และ คนดีศีขรภูมิ ผู้ล่วงลับไปแล้ว) ที่ลงไว้ในหนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ พระครูพิบูลวรการ (ปิ่น ทีปคุโณ) เมื่อ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๓๒ ณ เมรุวัปราสาท ต.ระแงง อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์  ได้เขียนไว้ในหน้า ๔๘-๕๑ ความว่า
   เดือนสิบสอง ข้าวเหนียวพันธุ์เบาจำพวกข้าวบังเอวกำลังโน้มรวงเริ่มสุกเหลือง  พอเหมาะกับการตำข้าวเม่า กรอบอร่อยการทำบุญตักบาตรข้าวเม่าจึงเกิดขึ้นเป็นธรรมเนียมประเพณี สืบทอดกันมาแต่โบราณกาล เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว แต่การตักบาตรข้าวเม่านั้น เขาทำกันในเวลากลางคืน เมื่อพระจันทร์วันเพ็ญเดือนสิงสองอยู่ตรงศีรษะพอดี                บรรยากาศการทำพิธีขณะพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์
      
            ผู้เฒ่าและหนุ่มสาวในชุมชน ต่างออกมาร่วมพิธีกันอย่างคับคั่งกลางลานวัดจะปักเสาสองต้น สูงท่วมศีรษะ ห่างกันราว ๒ เมตร มีไม้กลมๆ เป็นราวสูงเพียงตา ที่ราวติดเทียนขี้ผึ้ง ผูกราวติดไว้กับเสาหลวมๆ พอหมุนได้ไม่ติดขัด ที่ทางเหล่านี้ มัคทายก ร่วมกับพระในวัดช่วยกันตระเตรียมไว้แล้วตั้งแต่บ่ายฯลฯ
                 สามทุ่มล่วงแล้ว พระจันทร์เต็มดวงพ้นปลายไม้ สว่างไสวดุจกลางวัน ผู้เฒ่า หนุ่มสาว และเด็ก ถือขัน แบกกระเฌอ หรือ ถ้วยโถโอชาม บรรจุข้าวเม่ากับกล้วยสุก คนละหวีสองหวีตามมีตามเกิดไปชุมนุมกันที่ลานวัดหนุ่มสาวแต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวยสดงดงามประกวดประชันกัน 
                
ห่างจากที่ตั้งเสาพิธีพอประมาณ จะปูด้วยเสื่อสาด ลาดด้วยผ้าขาว ตั้งบาตรไว้เรียงราย ได้เวลาใกล้เที่ยงคืน นิมนต์พระเข้าประจำที่ สมาทานศีล สวดมนต์ ผู้คนจะยกขันขึ้นอธิฐาน ขอให้กุศลผลบุญที่ประกอบในวันนี้ จงมีแก่บุพการี แล้วบรรจงใส่บาตรข้าวเม่ากันจนทั่วถึงผู้คนจะกระจายกันนั่งรายรอบที่ตั้งเสาพิธีอยู่ห่างๆ ปล่อยเสาพิธีสถานให้เป็นลานกว้างวงกลมในเขตพิธีกรรม รอกำหนดประกอบพิธีกรรม
                 สอดคล้องกับคำบอกเล่าของ นางไมย์ สายแก้ว แม่เฒ่าชาวขแมร วัย ๘๗ ปี ซึ่งอพยพจากประเทศกัมพูชา มาอยู่ที่ชุมชนบ้านจารย์ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ เมื่อ ๘๐ ปีมาแล้ว เล่าให้เราฟังว่า เมื่อสมัยที่คุณยายยังสาวจำได้ว่า พอถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒ หนุ่มสาวจะพากันออกไปเกี่ยวข้าวใหม่เอามาใส่กระด้งแล้วย่ำด้วยเท้าเพื่อให้ได้ข้าวเปลือกมาคั่วให้สุกทั่วเมล็ดแล้วเอามาใส่ครกไม้ ตำ-ควัก ด้วยไม้พายจนได้เป็น ข้าวเม่า” เตรียมไว้สำหรับการตักบาตรเข้าเม่าอุทิศส่วนกุศลให้แก่พรรบุรุษกันทุกบ้าน   
               เสร็จแล้วก็จะหากล้วย น้ำผึ้ง มะพร้าว น้ำตาล เท่าที่พอจะหาได้เพื่อเตรียมไว้ เมื่อได้ของครบแล้วก็จะเอาขี้ผึ้ง(ต้องเป็นขี้ผึงแท้เท่านั้น)มาทำเป็นเทียนคนละ ๑ เล่ม 
วัดความยาวให้ได้รอบศรีษะของตัวเอง เป็นความเชื่อว่าเทียนแต่ละเล่มจะเป็นเหมือนดวงชะตา หรือตัวแทนของผู้เป็นเจ้าของที่จะจุดเพื่อบูชาพระจันทร์ และเป็นการเสริมดวงชะตาบารมีของตัวเองด้วย
              เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ก็อาบน้ำชำระล้างเนื้อตัวให้สะอาด 
ตกค่ำทั้งหนุ่ม-สาว พ่อเฒ่าแม่เฒ่า ในหมู่บ้านก็จะนำสิ่งของที่ตรียมไว้ไปวัด ช่วยกันจัดสถานที่ ช่วยกันเตรียมข้าวของเครื่องใช้ ซึ่งจะมีโต๊ะหมู่บูชา ตั้งบนแคร่ไม้ไผ่ ที่ผู้ชายในหมู่บ้านช่วยกันทำขึ้นเป็นแถวยาวสำหรับให้พระภิกษุนั่งสวดมนต์ภาวนา สำหรับญาติโยมก็จะมีเสื้อปูบนพื้นหน้าแคร่ นอกจากนี้ ยังมีเสาไม้ไผ่ปักไว้ ๒ เสา มีไม้ไผ่อีกท่อนหนึ่ง ทอดพาดยาวระหว่างเสา หลังจากเตรียมสถานที่เสร็จแล้วหนุ่มสาวก็จะนัดกันไปลอยกระทง พระสงฆ์กับพ่อเฒ่าแม่เฒ่า ก็จะเอาเทียนขี้ผึ่งทั้งหมดมารวมกันแล้วแบ่งให้ได้ ๑๒ ส่วน เท่า ๆ กันแต่ละส่วนจะพันกันเป็น ๑ แท่ง ก็จะได้เทียนขึ้ผึ้งแท้ ขนาดสั้นบ้าง ยาวบ้าง เล็กบ้างใหญ่บ้าง จำนวน ๑๒ แท่ง ที่จะใช้ในพิธีกรรม โดยจะมีตาพรม กับยายโสร สองผัวเมีย(สมมุติ)จะเป็นผู้นำในการประกอบพิธี
               สาระสำคัญ เป็นการเสริมสร้างศิริมงคลแก่ชีวิต และเสี่ยงทายว่าเดือนไหนจะมีฝน เดือนไหนจะแล้ง เพื่อให้ลูกหลานได้เตรียมตัวรับสถานการณ์ได้โดยไม่เดือดร้อนในวันข้างหน้า ส่วนข้าวเม่าที่พากันนำมาตักบาตร เมื่อเสร็จพิธีแล้วก็จะคลุกรวมกัน แล้วแบ่งปันกันกินคนละหนึ่งอุ้งมือ แต่สำหรับผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ จะได้รับส่วนแบ่งมากกว่าคนอื่นอีกเท่าตัว  เพราะเราจะเผื่อแผ่ไปให้อีกคนที่อยู่ในท้องด้วย และจะมีอีกอย่างหนึ่งที่หนุ่มๆ ต้องการมาก ก็คือน้ำตาเทียนที่หยดลงบนใบตอง หลังจากการทำพิธีเสร็จแล้ว เพราะมีความเชื่อกันว่า ใช้เป็นเครื่องรางของขลัง ที่ให้คุณในด้านเมตตามหานิยม ใครได้ไปเวลาจะออกจากบ้านก็นำมาสีปาก จะทำให้การเจรจาทุกอย่างสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี มีแต่คนรักคนหลง โดยเฉพาะเวลาจีบสาว
       
    ลักษณะของเสาพิธีที่จะนำเทียนไปติดไว้ ก่อนจุดเพื่อที่จะเสี่ยงทาย
              และอีกตอนหนึ่งจากสารคดีเรื่องพออกพระแข” ของ คุณพ่อสมฤทธิ์ สหุนาฬุ” กล่าวไว้ว่า เมื่อถึงเที่ยงคืน จะมีบุรุษผู้สูงอายุ ผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรม นุ่งขาวห่มขาว ถือไม้เท้ายาว มีบุรุษสะพายย่ามเป็นลูกศิษย์ติดตามมาผู้หนึ่งเดินจากภายนอกเข้ามาในบริเวณพิธีสถานกระทำซุ่มเสียงกระแอมกระไอ เดินสู่สถานพิธีตั้งเสา พอปรากฏเห็นโดดเด่นเป็นจุดสนใจ จึงหยุดยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนที่มาร่วมชุมนุม แล้วผู้ใหญ่ในกลุ่มคนหนึ่ง ซึ่งได้กำหนดตัวไว้แล้ว จะถามขึ้นว่านั่นใครบุรุษชีปะขาวจะตอบว่าเราเองผู้ถามก็จะถามอีกว่าเราเองนะคือใคร มาจากไหน มีธุระอะไรบุรุษชีปะขาวจะตอบว่าเราคือตาพรหม มาจากสำนักเขนาะตาพรหม มาที่นี่เพราะได้ยินเสียงเอะอะอึงคนึง ไม่รู้ว่าพวกท่านกระทำการสิ่งใดกัน ชะรอยจะพากันทำบาป ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอะไรกันขึ้นกระมัง เราจึงเข้ามาดู
           
ผู้เป็นใหญ่ในกลุ่มจะแจกแจงว่า เราไม่ได้กระทำบาปหยาบช้า ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอะไร วันนี้เรามาชุมนุมกันทำบุญ จะประกอบพิธีไหว้พระจันทร์ ถ้าท่านเป็นตาพรหมท่านมีความรู้เรื่องนี้ไหม ชีปะขาว จึงตอบว่า เราพอจะรู้บ้าง ผู้เป็นใหญ่จะกล่าวว่า ถ้าท่านรู้ข้อธรรมในเรื่องนี้ จงแสดงธรรมให้พวกเราฟังก่อน เราจึงจะเชื่อถือ ชีปะขาวจึงถามว่า จะให้แสดงธรรมข้อใด ผู้เป็นใหญ่ตอบว่าว่านะโมให้เราฟังก่อนก็แล้วกัน ตาพรหมจะติดตลก แกล้งว่านะโมผิดๆ เพื่อแทรกบทตลกให้เป็นที่ฮือฮา ผู้เป็นใหญ่จะกล่าวว่า ท่านว่าข้อธรรมไม่ถูก ท่านไม่ใช่ตาพรหมที่แท้จริง ชะรอยท่านจะเป็นผู้ประสงค์ร้าย ปลอมแปลงเข้ามาเพื่อทำมิดีมิร้ายได้เฮฮากันเป็นคำรบสอง เมื่อถึงรอบที่สาม จึงสวดนะโม ได้ถูกต้องครบถ้วนกระบวนความ ผู้คนทั้งหลายจึงกล่าวรับรองว่า จริงท่านคือตาพรหมตัวจริง
แล้วขอเชิญท่านเป็นประธานในพิธีพาพวกเราไหว้พระจันทร์ นำสวดคาถาบวงสรวงสังเวยแก่พระจันทร์เถิด ตาพรหมจะบอกให้ทุกคนพนมมือ แล้วจุดเทียนชัย ๑๒ เล่ม ที่ติดไว้บนราวพาดเสาพิธีกรรม นำใบตองกล้วยตานีที่ยังอ่อนๆ ปลอดตำหนิ ปราศจากริ้วรอยแตกปริ มาวางเรียงกับพื้นดินใต้ราวเทียนชัย เพื่อรองรับน้ำตาเทียนไว้เสี่ยงทาย บอกให้ทุกคนคอยกล่าวคำบวงสรวงสังเวยพร้อมกันโดยตาพรหมนำสวดนะโม๓จบกล่าวบวงสรวงให้ทุกคนว่าตามฯลฯ
            
วันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น ๑๕ ค้ำ เดือน ๑๒ ผู้เขียนทราบข่าวจากคุณครูทัศนีย์ สายแก้ว หนึ่งในคณะทำงานสานรักษ์ชายแดน บอกว่าวันนี้เที่ยงคืนจะมีการจัดพิธีกรรม “ปะอ๊อกเปรียะแค” ของพี่น้องไทยเชื้อสายเขมร ที่ ต.บ้านจารย์ และ ต.ตาตุม อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ประมาณ ๒๐.๐๐ น.ถึงบริเวณวัดบ้านจารย์ ซึ่งเป็นวัดโบราณที่มีซากปรักหักพังของปราสาท และที่มีคูน้ำล้อมรอบซากปรักหัก พังนั้นอยู่ ภาพที่เห็นคือหนุ่มสาว เด็ก เยาวชน มากมายร่วมกันลอยกระทง ในขณะที่ผู้เฒ่าทั้งหญิงชาย นั่งจับกลุ่มคุยกันอยู่ในบริเวณที่เตรียมไว้สำหรับประกอบพิธีกรรม จึงได้เข้าไปชวนคุย และถามจากผู้ใหญ่บ้าน จึงได้ทราบว่า ที่บ้านจารย์ แห่งนี้ในอดีตเคยมีพิธีกรรมนี้สืบทอดมาโดยตลอด แต่เมื่อประมาณ ๔๐ กว่าปีมานี้ ไม่มีผู้นำปฏิบัติ จึงไม่ได้มีการสืบทอด จนกระทั่งอาสาสมัครจากมูลนิธีพัฒนาอีสาน มาชวนชาวบ้านสืบค้นวัฒนธรรมชุมชน จึงได้นำเอาพิธีกรรมนี้กลับคืนมาปัดฝุ่น เพิ่งจะได้มีการฟื้นฟูมาได้เพียง ๒ ปีเท่านั้น จึงไม่สามารถให้รายละเอียดอะไรได้มากนัก ในขณะเดียวกันก็ได้แนะนำผู้สูงอายุ ในชุมชนให้เราได้ไปสืบค้นหาข้อมูลจากท่าน ซึ่งในอดีตเคยเป็นผู้นำในการทำพิธี และบอกอีกว่าที่วัดบ้านขนาดมอญ เจ้าอาวาส จะทราบเรื่องดี ทีมงานจึงได้เดินทางไปร่วมพิธีที่วัดบ้านขนาดมอญ ต.ตาตุม ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ๑๐กิโลเมตร
         
ที่วัดบ้านขนาดมอญแห่งนี้ เราพบว่าการมาร่วมพิธีชาวบ้านจะนัดหมายมารวมกันที่บริเวณลานวัด โดยทุกคนจะถือขันใส่ข้าวเม่ามาด้วย บางคนจะมีเทียนขี้ผึ้งมาด้วย บางคนก็มีแต่ข้าวเม่าเปล่าๆ และบางคนก็จะมีกล้วย น้ำตาล มะพร้าว มาด้วย เรียกได้ว่าแล้วแต่ใครจะมีอะไรก็เอามา
             ประมาณ ๒๒.๐๐ น.พอเริ่มพิธีพระสงฆ์จะสวดคาถาบูชาพระอาทิตย์ พระจันทร์ (สุริยะปะริต / จันทรปะริต) จากนั้นจะสวดคาถาชุมชุมเทวดา เพื่อความเป็นสิริมงคล พระสงฆ์สวดเสร็จชาวบ้านจะพากันตักบาตรเข้าเม่า แล้วนั่งพูดคุยกันรอเวลาเที่ยงคืนท่ามกลางไอหมอกและน้ำค้างที่พร่างพรมลงมาจนเปียกชื้น

นายกลั่น ปุ่มแก้ว (ชุดขาวขวามือ) ผู้ที่รับหน้าที่เป็นตาพรหม               ๒๔.๐๐ น. นายกลั่น ปุ่มแก้ว วัย ๖๙ ปี ผู้ที่ชุมชนสมมุติและมีมติมอบหมายให้เป็นตาพรหม และผู้ติดตามจะเดินออกมาจากป่า (บางหมู่บ้านเชื่อว่าเป็นยายโสร ซึ่งเป็นภรรยาของตาพรหม   ในขณะที่บางหมู่บ้านก็เชื่อว่าเป็นลูกศิษย์)ซึ่งตามพรหม ก็จะเริ่มพิธี     ตามที่สารคดีเรื่อง “พออกพระแข”ของ “นายสมฤทธิ์ สหุนาฬุ” ได้กล่าวไว้ทุกประการ เริ่มจากจุดเทียนทั้ง ๑๒ เล่ม แล้วสวดนะโม ๓ จบ และตามด้วยคาถาบูชาพระจันทร์ ดังนี้ เนียง จันทรา เปรี๊ยะมหาอูด็อม เปรี๊ยะเอ็นเซวยเซาะ เซวยอ็อบภิรมณ์ เปรี๊ยะมหาอูดอมก็วงเลอพิเมียน กล่าวจบ ๑ รอบ ตาพรหมจะให้กราบ ทุกคนจะหมอบกราบพร้อมกันสงบนิ่ง ตาพรหมกับลูกศิษย์จะจับไม้ราวคนละข้าง หมุนเอนไปทางขวา น้ำตาเทียนก็จะหยดลงบนใบตองที่รองรับ แล้วสวดบวงสรวงตามคำเดิมจนจบ ตาพรหมจึงบอกให้ทุกคนเงยหน้าขึ้น ทำซ้ำๆ กันแบบเดิม ๓ ครั้ง จึงสิ้นสุดการบวงสรวง ซึ่งคำบวงสรวงข้างต้น แปลเป็นไทยได้ดังนี้ คือ เจ้าแม่จันทรา พระมหาอุดม พระอินทร์เสวยสุข เสวยภิรมณ์ พระมหาอุดมสถิตเหนือพิมาน” 
ตาพรหม ผู้ช่วย ทั้งมัคทายกและชาวบ้านช่วยกันจุดเทียนชัย            การบูชาพระจันทร์ เสร็จสิ้นตาพรหมก็จะหมุนราวไม้ไผ่ให้เทียนที่กำลังติดไฟชี้ปลายลงดินจาก นั้นผู้ช่วยของตาพรหม ก็จะยกใบตองกล้วยที่มีน้ำตาเทียนขึ้นมาทำนาย โดยถือเอาต้นใบเป็นต้นปี กลางใบเป็นกลางปี และปลายใบเป็นปลายปี หยดเทียนหนาในตำแหน่งใด ก็เชื่อว่าฝนจะตกชุกในเดือนนั้นส่วนน้ำตาเทียนชายหนุ่มทั้งหลายจะแบ่งกันไปเก็บไว้เป็นศิริมงคล โดยเชื่อกันว่าให้คุณด้านเมตตามหานิยม
             
ทำนายเสร็จ ตาพรหมและลูกศิษย์ จะได้รับการถวายข้าวเม่า ๑ ขัน กล้วย ๑ หวี คนละ ๑ ชุด ตาพรหมจะอวยพรให้ทุกคนอยู่เย็นเป็นสุข ประสบโชคลาภ ทำมาหากินได้อุดมสมบูรณ์ พร้อมทั้งกำชับให้ทุกคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เลี้ยงดูกันให้ดี มีความรักสมัครสมานสามัคคี มีความเห็นอกเห็นใจกัน เตรียมตัวเตรียมใจพร้อมรับสถานการณ์ของดินฟ้าอากาศในแต่ละเดือน จะได้ไม่เกิดความอดอยากยากจนพร้อมกับบอกลาแล้วก็เดินจากไป
          
ฝ่ายพระสงฆ์จะบรรยายธรรมต่ออีกสักครู่เมื่อสมควรแก่เวลาแล้วก็ถวายปัจจัยไทยทาน  มัคทายกจัดบาตรเข้าเม่าพร้อมกับกล้วย มะพร้าว น้ำตาล น้ำผึ้ง ขึ้นกุฎิ แบ่งส่วนหนึ่งไว้เลี้ยงดูกันในหมู่ผู้ไปร่วมในพิธี  ที่ยังคงนั่งรอกันอย่างเป็นระเบียบ ช่วงนี้มัคทายก และผู้ใหญ่จะช่วยกันแจกจ่ายข้าวเม่า และกล้วยน้ำว้าสุกให้กินกันอย่างถ้วนหน้า โดยให้ผู้ร่วมในพิธีนั่งเงยหน้าหันเข้าหาพระจันทร์ คนแจกก็จะร้องบอกให้เงยหน้าอ้าปาก แล้วก็เอาข้าวเม่ากรอกเข้าปาก ไม่ว่าจะเป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่ โดยสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ จะได้รับส่วนแบ่งเพิ่มอีก ๑ ส่วน สำหรับอีก ๑ ชีวิตที่อยู่ในท้อง  การกระทำนี้เองที่เรียกว่าปะอ๊อกเปรี๊ยะแค  ซึ่งแปลได้ตรงตัวคือ
           
ปะอ๊อก แปลว่า   กรอก หรือ ป้อน
           เปรี๊ยะ    แปลว่า   พระ
          
แค        แปลว่า    ดวงจันทร์ หรือ พระจันทร์
          ปะอ๊อกเปรี๊ยะแค จึงแปลว่า กรอกพระจันทร์ หรือ ป้อนพระจันทร์ และมีความเชื่อกันว่า ข้าวเม่าที่กรอกเข้าปากนี้ เป็นเหมือนอาหารทิพย์ ที่ใครได้กินจะมีความเป็นศิริมงคล แคล้วคลาดจากสิ่งเลวร้าย จาก
สารคดีเรื่อง “พออกพระแข” ของ “นายสมฤทธิ์ สหุนาฬุ” กล่าวไว้ว่า หนุ่มๆ ในหมู่บ้าน จะรอโอกาสกำข้าวเม่ากรอกใส่ปากสาวที่หมายปอง เป็นการบอกความนัยว่า เขาพร้อมที่จะเป็นผู้ปกป้องคุ้มครองชีวิตของสาวคนนั้น สุดท้ายพระสงฆ์ให้ศีลให้พร แล้วพิธีไหว้พระจันทร์ในวันเพ็ญเดือน ๑๒ ก็เป็นอันเสร็จสิ้น ต่างแยกย้ายกันบ้านเมื่อวันใหม่ย่างเข้ามา
          สาระที่ได้จากพิธีกรรม คือ การเตรียมความพร้อมในการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง การเสริมสร้างความรัก ความสามัคคี ความเอื้ออาทร เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความมีเหตุมีผล รู้จักการสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองด้วยความไม่ประมาท มีความเคารพต่อธรรมชาติ ล้วนแล้วแต่เป็นสาระที่สอนให้ผู้คนเป็นคนดี นำไปสู่การพึ่งตนเองแบบพอเพียง และสังคมที่สงบสุข สมควรที่คนรุ่นหลังจะได้ร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู สืบทอด และเผยแพร่ ให้พิธีกรรมดีๆ อย่างนี้อยู่คู่ชุมชนตลอดไป หมายเหตุ  ตาพรหม หมายถึง พระพรหมผู้สร้างโลก และสรรพสัตว์ตามคติศาสนาพราหมณ์ ที่เชื่อกันว่า พระพรหม จะลงมาดูแลปกป้องชาวโลกทุกปี เพื่อไม่ให้สรรพสิ่งที่ทรงสร้างถูกทำลาย ตาพรหม ในพิธี จึงเป็นตัวสมมุติแทนองค์พระพรหมผู้เป็นเจ้า ที่จะลงมาร่วมในพิธีไหว้พระจันทร์ ทุกๆ วันเพ็ญเดือน ๑๒ ของแต่ละปี เป็นอารยธรรมที่ได้รับจากอินเดีย เข้าสู่ราชสำนักขอมโบราณก่อนจะแพร่หลายมาถึงภูมิภาคนี้

สวัสดี ชาวโลก!

ตำนานขนาจมวน

ความเป็นมาเชิงตำนานประวัติ  ขนาจมวน   ( บ้านขนาดมอญ ) ณ ดินแดนที่ราบลุ่มลำน้ำหรือที่เรียกว่า    ขนาจมวน    ซึ่งเป็นคำศัพท์ภาษาเขมรในสมัยโบราณ ว่า    ตามแนวเทือกเขาพนมดงรัก  ปกคลุมไปด้วยป่าดงดิบ ป่าไม้แดง ไม้ตะเคียน ไม้ประดู่ ป่าไผ่ ป่ามวน  ( หม่อนป่า )  อันอุดมสมบูรณ์ในบริเวณนี้อยู่ห่างจากบ้านโคกอัจจะหรือโคกยาง ( ที่ตั้งอำเภอสังขะในปัจจุบัน ) ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 20 กิโลเมตร ที่ราบลุ่มลำน้ำ  ( ขนาจ ) ล้อมรอบไปด้วยป่าดงดิบ ส่วนทางด้านทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศใต้และทิศเหนือ ล้วนมากไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด เช่น  ช้าง  ม้า  เสือ  อีเก้ง  กวาง  รมาส  ( “ แรด ภาษาเขมรเรียกว่า  รมาส )  เป็นที่ที่ต้องการบุกรุกป่าฝ่าดงไปแสวงหาอาหาร ล่าสัตว์ป่าของพวกพรานป่าที่มีมากมาย อย่างอุดมสมบูรณ์ บรรดาพรานป่าที่มักจะเวียนมาหาของป่า ล่าสัตว์อยู่เป็นประจำที่ควรกล่าวถึงคือ พรานอิน ผู้เล่าให้ข้าพเจ้าฟัง สันนิษฐานว่าพรานอินคนนี้เป็นคนมาจากทางเหนือเทือกเขาพนมดงรัก ( บ้านตาตุม )  ภายหลังยกบ้านตาตุมเป็นตำบลตาตุม พรานอินเข้ามาหาของป่าและล่าสัตว์แต่ละครั้งจะต้องพักแรม เพราะตามคำบอกเล่านั้น พรานมักจะมาล่าสัตว์กันหลายวัน จึงได้ตั้งทับ ( ที่พักพราน )  ใกล้บริเวณราบลุ่มฝั่งลำน้ำ ( ขนาจมวน ) ซึ่งบริเวณนี้มีต้นมวน ( หม่อนป่า ) ต้นหม่อนป่านี้มีลักษณะเป็นเครือขนาดของลำต้นเท่ากับต้นมะพร้าว ใบของหม่อนป่า  มีลักษณะคล้ายกับใบหม่อนบ้านที่ใช้เลี้ยงไหมในปัจจุบัน  เป็นที่เหมาะในการทำที่ตั้งทับ ( ที่พักพราน )  ซึ่งฝั่งลำน้ำที่เรียกกันว่า ขนาจ นั้นจะมีสัตว์ป่านานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น ช้าง ม้า เสือ อีเก้ง  กวาง   รมาส  พากันลงมาเล่นที่ปลักขนาจมวน  แห่งนี้เป็นประจำ และพรานอินได้ตั้งทับ ( ที่พักพราน ) ใกล้กับปลักขนาจมวนนั้น  แหล่งที่เรียกว่า  ขนาจ ในสมัยก่อนนั้น  คือที่บ้านนายไซร้  นาวัง ในปัจจุบัน                 ในสมัยก่อน พวกหมู่พรานมักเรียกบริเวณนี้ว่า   ขนาจ  ประจวบกับที่ตรงนั้นมีต้นหม่อนป่า  ขนาดใหญ่ล้อมรอบ จึงเป็นที่มาของชื่อบริเวณนี้ที่มักเรียกเป็นที่เข้าใจของพวกหมู่พรานว่า    ขนาจมวน   อันเป็นนามเรียกบริเวณนี้ตั้งแต่นั้นมาต่อมาภายหลัง พรานอิน ( สันนิษฐานว่าเป็นผู้ก่อตั้งบ้านขนาจมวน ) ผู้หลงไหลในความอุดมสมบูรณ์บริเวณนี้ ได้พาเพื่อนพรานมาสร้างที่พัก  ถากถางป่าดงดิบบริเวณที่ราบลุ่มเป็นที่นา ท่ามกลางป่าดงดิบ อันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าและสัตว์นานาชนิด อันตรายจากช้าง เสือ และไข้มาลาเรีย  พร้อมทั้งได้ตั้งชื่อหมู่บ้านที่สร้างขึ้นว่า   สฺรุกขนาจมวน      อันมีพรานอินเป็นผู้นำพวกพ้องในตำแหน่งหัวหน้าหรือผู้นำหมู่บ้าน                ชีวิตของพรานอินคนนี้เป็นบุคคลที่น่ายกย่อง ซึ่งข้าพเจ้าจะขอนำมากล่าวไว้ ณ  ที่นี้  ( อาจไม่ถูกต้องตามประวัติศาสตร์อย่างไรต้องขออภัยเพราะฟังจากการบอกเล่า )  มีอยู่ครั้งหนึ่ง  พระยาแห่งเมืองสุระพินทนิคม  พระยาสุรินทร์ภักดีศรีผไทสมันด์ ได้กราบบังคมทูลขอพระบรมราชโองการ ตั้งบ้านลำดวนเป็นสุระพินทนิคมขึ้นกับเมืองสุรินทร์     ได้ให้พระยาสังฆะบุรีศรีนครอัจะ  หาของป่าไปถวาย  ( ส่งส่วย ) พระยาสังฆะบุรีศรีนครอัจจะก็ได้มาบอกให้พรานอินที่อยู่บ้านขนาจมวน หาของป่ามาถวาย พรานอินและพวกหมู่พรานเดียวกันก็ได้หาของป่าและได้นำ  เนื้อสัตว์ แก่นสน ยางสน  ปีกนก  นอรมาส งาช้าง ขี้ผึ้ง น้ำผึ้ง เป็นของส่งส่วยไปยังพระยาสังฆะบุรีศรีนครอัจจะ ณ เมืองสังฆะ  อยู่เป็นประจำพรานอินยังเป็นผู้ที่มีความกล้าหาญ ซึ่งครั้งหนึ่งพรานอินได้ไปล่าสัตว์กับพวกหมู่พรานด้วยกัน และพรานอินได้ยิงปืนถูกรมาส ( แรด ) แต่ไม่ถึงตายเพียงแต่บาดเจ็บ รมาส  แรดตัวนั้นจึงได้วิ่งหนีเพื่อที่จะเอาชีวิตและได้วิ่งหนีจากขนาจมวนไปทางทิศเหนือจนกระทั่งถึงลำห้วย ( สันนิษฐานว่าลำห้วยที่ไหลผ่านสะพานทางทิศใต้โรงเรียนขนาดมอญในปัจจุบัน ) แรดตัวนั้นได้กระโดดลงไปในลำห้วยจมหายไป ทำให้พรานอินและพรรคพวกหาไม่เจอ จนกระทั่งหลายวันต่อมาแรดตัวนั้นก็ได้ตายและลอยน้ำขึ้นมาจากลำห้วย และเรียกลำห้วยนั้นว่า โอรกบาลรมาส    ( ลำห้วยหัวแรด ) จนถึงทุกวันนี้          ปั้นท้ายชีวิตของพรานอินดังกิตติศัพท์ ที่ข้าพเจ้ากล่าวมาแล้วว่าพรานอินนั้น  เป็นคนกล้าหาญได้พาพวกหมู่พรานด้วยกันไปล่าสัตว์  พรานอินให้พรรคพวกขึ้นที่คาคบต้นไม้ ( ที่พักพรานบนต้นไม้เพื่อรอที่จะยิงสัตว์) เหลือเพียงพรานอินที่ไม่ได้ขึ้นคาคบต้นไม้เพราะพรานอินคิดว่าตัวเองเก่งแล้ว พอพรานอินเห็นเสือเข้ามาใกล้ตัว พรานอินก็ยกอาวุธประจำกายขึ้นเล็งตรงไปยังเสือตัวนั้นแล้วก็ลงมือสังหารเสือตัวนั้น  แต่ด้วยสัญชาตญาณของเสือเมื่อถูกศัตรูเข้ามาทำร้าย ย่อมมีการต่อสู้เป็นธรรมดา การต่อสู้ระหว่างเสือกับนายพรานอินก็เกิดขึ้น พรานอินพยายามที่จะวิ่งขึ้นต้นไม้ แต่ก็เพียงแค่ได้จับกิ่งไม้เท่านั้นจึงเป็นโอกาสของเสือเข้าโจมตีกัดเอาพรานอินถึงกับความตาย พอพรานอินเสียชีวิตแล้วพรรคพวกของพรานอินที่อยู่บนคาคบต้นไม้ พอเห็นดังนั้นก็สาดกระสุนเข้าใส่เสือตัวนั้นจนเสียชีวิตเช่นเดียวกัน  โบราณท่านว่า  หมองูตายเพราะงู   ฉันใดก็ฉันนั้น พรานล่าสัตว์ก็ตายเพราะสัตว์เช่นเดียวกัน   บ้านขนาจมวน    ปัจจุบันเพี้ยนมาเป็น    บ้านขนาดมอญ    ขึ้นกับตำบลตาตุม อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ หัวหน้าผู้นำหมู่บ้านเท่าที่ทราบมีดังต่อไปนี้                1.  กำนันอิน                                                         เป็นผู้ก่อตั้งหมู่บ้านคนแรก                               2.  กำนันชื่น           ใสยิ่ง                                    อยู่บ้านขนาดมอญ                3.  กำนันฉ่ำ           คงมั่น                                    อยู่บ้านขนาดมอญ                4.  กำนันคลิด        ใสยิ่ง                                     เป็นลูกชายของกำนันชื่น                 5.  กำนันเสียง        มั่นยืน                                   อยู่บ้านขนาดมอญ                6.  กำนันสวี           บุญคง                                   อยู่บ้านขนาดมอญ                7.  ผู้ใหญ่ถวิล        โสรดี                                     อยู่บ้านขนาดมอญ                8.  ผู้ใหญ่บุญส่ง    วงศ์รุจิโรจน์                        อยู่บ้านขนาดมอญ                9.  ผู้ใหญ่สุรนาท    ใสยิ่ง                                   อยู่บ้านขนาดมอญ                10. ผู้ใหญ่สุรินทร์   ภูเขียว                 อยู่บ้านขนาดมอญ                11.  ผู้ใหญ่รื่น          วันฬา                  อยู่บ้านขนาดมอญ  ( คนปัจจุบัน )งานพัฒนาในหมู่บ้านขนาดมอญมีการพัฒนาที่ต่อเนื่องจนทำให้หมู่บ้านมีความเจริญรุ่งเรืองมาเรื่อยๆ มีการเปลี่ยนแปลงการทำมาหากินแนวใหม่ จากแต่ก่อนเคยใช้ระบบการแลกเปลี่ยนกัน เช่น ล่าสัตว์เพื่อแลกเพื่อแลกข้าว  ต่อมามีการส่งเสริมพัฒนาทางด้านการเกษตรแนวใหม่ที่ครบวงจร มีการปลูกไม้ผล ต้นไม้ยืนต้น เช่น ต้นยางพารา  ต้นยูคาและปลูกพืชล้มลุก มีการบริการทางด้านสาธารณสุขที่ดีขึ้น การคมนาคมที่สะดวกสบายเพราะมีการสร้างถนนหนทาง สร้างสะพานจากเดิมเป็นสะพานไม้ต่อมาสร้างเป็นคอนกรีตทำให้การสัญจรไปมามีความสะดวกรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารต่างๆ สะดวกรวดเร็ว โทรศัพท์ วิทยุสื่อสาร  เริ่มมีมากขึ้น นับได้ว่ามีการพัฒนาไปอย่างมากข้าพเจ้า ผู้เขียน  ( พระครูพัฒน์สังวรคุณ )  ขอขอบพระคุณทุกท่านโดยเฉพาะคุณพ่อทับ   เบญจมาศ  ที่ท่านได้ให้ข้อมูลในการรวบรวมครั้งนี้  หากแม้นว่าท่านผู้อ่านได้ข้อมูลเพิ่มเติมมีหลักฐานเพื่อประกอบประวัติหมู่บ้าน ผู้เขียนขอน้อมรับฟังเพิ่มเติม เพื่อเป็นประโยชน์ของชุมชนและสืบทอดถึงลูกหลานอย่างจริงใจ
 

ordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!