<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>Daratiwat's Weblog</title>
	<atom:link href="http://daratiwat.wordpress.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://daratiwat.wordpress.com</link>
	<description>Just another WordPress.com weblog</description>
	<lastBuildDate>Mon, 17 Mar 2008 13:09:49 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
<cloud domain='daratiwat.wordpress.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>http://s2.wp.com/i/buttonw-com.png</url>
		<title>Daratiwat's Weblog</title>
		<link>http://daratiwat.wordpress.com</link>
	</image>
	<atom:link rel="search" type="application/opensearchdescription+xml" href="http://daratiwat.wordpress.com/osd.xml" title="Daratiwat&#039;s Weblog" />
	<atom:link rel='hub' href='http://daratiwat.wordpress.com/?pushpress=hub'/>
		<item>
		<title>ปะอ๊อกเปรี๊ยะแคพร้อมคาถาภาษาเขมรท้าย</title>
		<link>http://daratiwat.wordpress.com/2008/03/17/%e0%b8%9b%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b9%8a%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%8a%e0%b8%a2%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://daratiwat.wordpress.com/2008/03/17/%e0%b8%9b%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b9%8a%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%8a%e0%b8%a2%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 17 Mar 2008 08:42:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>daratiwat</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://daratiwat.wordpress.com/?p=6</guid>
		<description><![CDATA[ปะอ๊อกเปรี๊ยะแค ปะอ๊อกเปรี๊ยะแค พิธีบูชาพระจันทร์ของชุมชนขแมร์โบราณ ในวันเพ็ญ เดือน ๑๒ ครรลองแห่งวิถีการพึ่งตนเองแบบพอเพียง  ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องราวความอาถรรพณ์ของคืนพระจันทร์เต็มดวง ถือเป็นวัฒนธรรมความเชื่อที่มีกันอยู่ทั่วโลก สังเกตได้จากภาพยนตร์หลายๆเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณ และความลี้ลับ หรือ มีเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัว มักจะเกิดขึ้นในคืนพระจันทร์เต็มดวงแทบจะทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ไทย แขก จีน ฝรั่ง หรือแม้กระทั่ง ขแมร,ลาว,กูย ก็มีไม่ต่างกัน  สำหรับในประเทศไทยก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าคนไทยเชื้อสายจีนและเวียดนาม ก็มีพิธีไหว้พระจันทร์ กันเป็นประจำทุกปี แต่ไม่ค่อยจะมีใครได้ยินว่ามีพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการไหว้พระจันทร์ของชาวขแมร หรือเขมร กันสักเท่าไหร่นัก ทั้งๆ ความเชื่อเหล่านี้ ขแมรก็มีมาหลายชั่วอายุคนแล้วแต่กลับห่างหายจากชุมชนไปอย่างน่าเสียดายเมื่อ ๕๐-๖๐ ปีมานี้เอง  นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าอิทธิพลของวัฒนธรรมสมัยใหม่ จากต่างแดน ได้เข้ามาเบียดพื้นที่ของวัฒนธรรมชุมชนจนตกขอบ หรือ อาจจะเป็นด้วยเหตุที่วิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นแปรเปลี่ยนไป จากที่เคยมีความเชื่อในเรื่องดินฟ้าอากาศ เกี่ยวกับโหราศาสตร์ หรือ มีความเคารพต่อธรรมชาติ ต่างก็หันไปให้ความสำคัญ กับวัฒนธรรมที่มากับกระแสโลกาภิวัฒน์ ที่ขาดความเชื่อถือในกฏเกณฑ์แห่งธรรมชาติ มีแต่การแข่งขันด้วยเทคโนโลยี จนกระทั่งหลงลืมเรื่องราวดีๆ ของชุมชนไป   พิธีกรรมความเชื่อในการบูชาพระจันทร์ของชาวเขมร หรือ พิธี&#8220;ปะอ๊อกเปรี๊ยะแค&#8221;นับได้ว่าเป็นปรัชญาที่สอนให้คนรู้จักความรักความสามัคคี มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รู้จักการแบ่งปัน รู้จักประมาณตน มีเหตุมีผล รู้จักสร้างภูมิคุ้มกันให้ตนเองด้วยความไม่ประมาท ซึ่งล้วนแต่เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตที่จะนำไปสู่วิถีการพึ่งตนเองแบบพอเพียง [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=daratiwat.wordpress.com&amp;blog=3186023&amp;post=6&amp;subd=daratiwat&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><b><span style="font-size:14pt;color:#b98557;font-family:Tahoma;"><a href="http://daratiwat.files.wordpress.com/2008/03/image526.gif" title="image526.gif"></a></span></b></p>
<p align="center"><b><span style="font-size:14pt;color:#b98557;font-family:Tahoma;">ปะอ๊อกเปรี๊ยะแค</span></b></p>
<p><span style="font-size:12pt;color:blue;font-family:Tahoma;"><strong><span style="font-size:14pt;color:#b98557;font-family:Tahoma;"><a href="http://daratiwat.files.wordpress.com/2008/03/image526.gif" title="image526.gif"></a></span></strong></span><span style="font-size:12pt;color:blue;font-family:Tahoma;"><strong><span style="font-size:14pt;color:#b98557;font-family:Tahoma;"><a href="http://daratiwat.files.wordpress.com/2008/03/image526.gif" title="image526.gif"></p>
<p style="text-align:center;"><img src="http://daratiwat.files.wordpress.com/2008/03/image526.thumbnail.gif?w=468" alt="image526.gif" /></p>
<p></a></span></strong></span><span style="font-size:12pt;color:blue;font-family:Tahoma;"><strong>ปะอ๊อกเปรี๊ยะแค</strong></span><span style="font-size:12pt;color:blue;font-family:Tahoma;"><br />
<strong><span>พิธีบูชาพระจันทร์ของชุมชนขแมร์โบราณ</span><br />
<span>ในวันเพ็ญ เดือน ๑๒ ครรลองแห่งวิถีการพึ่งตนเองแบบพอเพียง</span></strong></span></p>
<p><span style="font-size:12pt;color:blue;font-family:Tahoma;"><strong><span></span></strong></span><span style="font-size:12pt;color:blue;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;color:#4d4d4d;font-family:Tahoma;"><span> </span></span><font color="#008080"><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';">ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องราวความอาถรรพณ์ของคืนพระจันทร์เต็มดวง ถือเป็นวัฒนธรรมความเชื่อที่มีกันอยู่ทั่วโลก สังเกตได้จากภาพยนตร์หลายๆเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณ และความลี้ลับ หรือ มีเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัว มักจะเกิดขึ้นในคืนพระจันทร์เต็มดวงแทบจะทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ไทย แขก จีน ฝรั่ง หรือแม้กระทั่ง ขแมร</span><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';">,<span>ลาว</span>,<span>กูย ก็มีไม่ต่างกัน</span></span></font></span><span style="font-size:12pt;color:blue;font-family:Tahoma;"><font color="#008080"><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';"> <span> สำหรับในประเทศไทยก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าคนไทยเชื้อสายจีนและเวียดนาม ก็มีพิธีไหว้พระจันทร์ กันเป็นประจำทุกปี แต่ไม่ค่อยจะมีใครได้ยินว่ามีพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการไหว้พระจันทร์ของชาวขแมร หรือเขมร กันสักเท่าไหร่นัก ทั้งๆ ความเชื่อเหล่านี้ ขแมรก็มีมาหลายชั่วอายุคนแล้วแต่กลับห่างหายจากชุมชนไปอย่างน่าเสียดายเมื่อ ๕๐-๖๐ ปีมานี้เอง</span></span><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';"> <span> นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าอิทธิพลของวัฒนธรรมสมัยใหม่ จากต่างแดน ได้เข้ามาเบียดพื้นที่ของวัฒนธรรมชุมชนจนตกขอบ หรือ อาจจะเป็นด้วยเหตุที่วิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นแปรเปลี่ยนไป จากที่เคยมีความเชื่อในเรื่องดินฟ้าอากาศ เกี่ยวกับโหราศาสตร์ หรือ มีความเคารพต่อธรรมชาติ</span> <span>ต่างก็หันไปให้ความสำคัญ กับวัฒนธรรมที่มากับกระแสโลกาภิวัฒน์ ที่ขาดความเชื่อถือในกฏเกณฑ์แห่งธรรมชาติ มีแต่การแข่งขันด้วยเทคโนโลยี จนกระทั่งหลงลืมเรื่องราวดีๆ ของชุมชนไป</span></span><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';">   <span>พิธีกรรมความเชื่อในการบูชาพระจันทร์ของชาวเขมร หรือ พิธี</span><b>&#8220;<span>ปะอ๊อกเปรี๊ยะแค&#8221;</span></b><span>นับได้ว่าเป็นปรัชญาที่สอนให้คนรู้จักความรักความสามัคคี มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รู้จักการแบ่งปัน รู้จักประมาณตน มีเหตุมีผล รู้จักสร้างภูมิคุ้มกันให้ตนเองด้วยความไม่ประมาท ซึ่งล้วนแต่เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตที่จะนำไปสู่วิถีการพึ่งตนเองแบบพอเพียง และความเป็นศิริมงคลของพี่น้องชาวเขมรในพื้นที่อีสานใต้มานาน </span></span><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';">  <span> ปัจจุบันนี้ ในดินแดนอีสานใต้ ที่ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งความลี้ลับ ดินแดนแห่งไสยศาสตร์ก็ยังมีการประกอบพิธีกรรมเหล่านี้ในชุมชนโบราณบางหมู่บ้านเท่านั้น ซึ่งมีอยู่ไม่ถึง๑๐%เช่น ที่ อ.สังขะ อ.ศีขรภูมิ และ อ.ลำดวน บางตำบล แต่ทุกชุมชนที่ถือปฏิบัติกันมาก็ไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนนักและไม่สามารถบอกถึงเหตุผลในการกระทำได้เพราะแต่ละชุมชนต่างละทิ้งพิธีกรรมนี้ไปนานกว่า ๔๐-๕๐ ปี เป็นอย่างน้อย เพิ่งจะมีการฟื้นฟูสืบทอดประเพณี และพิธีกรรมของชุมชน กลับคืนมาเพียงไม่กี่ปีมานี้เอง</span></span><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';">   <span> ทั้งหมดทั้งสิ้นของการดำเนินการของแต่ละชุมชน ก็เพียงแค่อยากสืบทอดประเพณีและพิธีกรรมแห่งความงดงามเอาไว้เท่านั้นเอง และด้วยเหตุที่ละทิ้งไปนานทำให้การสืบสานทั้งรูปแบบ ความเชื่อ และพิธีกรรมผิดเพี้ยนไปจากเดิมอยู่มาก บางชุมชนอาจละทิ้งสาระสำคัญหรือเจตนารมณ์ดั้งเดิม แต่กลับไปให้ความสำคัญกับการลอยกระทง ซึ่งจัดขึ้นในวันเดียวกันมากกว่า ทำให้</span><b>“<span>พิธีปะอ๊อกเปรี๊ยะแค</span></b>”<span>นั้นเป็นเพียงส่วนประกอบอย่างหนึ่ง ของงานลอยกระทงเท่านั้น </span></span><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';">    <span> ด้วยความเป็นห่วงว่าในอนาคตลูกหลานชาวขแมร จะไม่มีใครรู้จักพิธีกรรมดีๆ อย่างนี้ </span><b>“<span>เครือข่ายชมรมผู้สูงอายุฯ </span></b><span>ร่วมกับ&#8221;<b>คณะทำงานวัฒนธรรมชุมชน จ.สุรินทร์</b></span><b>”</b><span>ได้ร่วมกันสืบค้นถึงตำนานความเป็นมาและความเชื่อเกี่ยวกับ</span><b>“<span>พิธีปะอ๊อกเปรี๊ยะแค</span>”</b><span>เพื่ออนุรักษ์ สืบทอด และเผยแพร่ต่อไป</span></span></font></p>
<div align="center">
<table border="1" width="100%" cellPadding="0" cellSpacing="1" style="width:100%;" class="MsoNormalTable">
<tr>
<td style="background-color:transparent;border:#f4f4f4;padding:1.5pt;"><span style="font-size:5.5pt;color:#4d4d4d;font-family:Arial;"><img border="0" align="baseline" width="3" src="http://daratiwat.wordpress.com/wp-admin/" height="2" /><img border="0" width="1" src="http://daratiwat.wordpress.com/wp-admin/" height="1" /><br />
</span><font color="#008080"><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';"> </span></font></p>
<p><font color="#008080"><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';">พระครูพัฒน์สังวรคุณ<br />
เจ้าอาวาสวัดดาราธิวาส</span><span style="font-size:5.5pt;color:#4d4d4d;font-family:Arial;"></span></font></td>
<td style="background-color:transparent;border:#f4f4f4;padding:1.5pt;"><span style="font-size:5.5pt;color:#4d4d4d;font-family:Arial;"><br />
</span><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';"><font color="#008080">คุณยายไมย์ สายแก้ว</font></span><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';"><br />
<span><font color="#008080">อายุ ๘๗ ปี</font></span></span><span style="font-size:5.5pt;color:#4d4d4d;font-family:Arial;"></span></td>
<td style="background-color:transparent;border:#f4f4f4;padding:1.5pt;"><span style="font-size:5.5pt;color:#4d4d4d;font-family:Arial;"><br />
</span><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';"><font color="#008080">นางอิ่ม ศรีโสภา</font></span><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';"><br />
<span><font color="#008080">อายุ ๘๑ ปี</font></span></span><span style="font-size:5.5pt;color:#4d4d4d;font-family:Arial;"></span></td>
<td style="background-color:transparent;border:#f4f4f4;padding:1.5pt;"><span style="font-size:5.5pt;color:#4d4d4d;font-family:Arial;"><br />
</span><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';"><font color="#008080">นางออน ทวีโชค</font></span><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';"><br />
<span><font color="#008080">อายุ ๘๐ ปี</font></span></span><span style="font-size:5.5pt;color:#4d4d4d;font-family:Arial;"><font color="#008080"> </font></span></td>
</tr>
<tr>
<td style="background-color:transparent;border:#f4f4f4;padding:1.5pt;"><span style="font-size:5.5pt;color:#4d4d4d;font-family:Arial;"><br />
</span><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';"><font color="#008080">นางประนอม</font></span><font color="#008080"><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';"> <span>แก้วปลั่ง</span><br />
<span>อายุ ๗๘ ปี</span></span><span style="font-size:5.5pt;color:#4d4d4d;font-family:Arial;"> </span></font></td>
<td style="background-color:transparent;border:#f4f4f4;padding:1.5pt;"><span style="font-size:5.5pt;color:#4d4d4d;font-family:Arial;"><br />
</span><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';"><font color="#008080">นางโย</font></span><font color="#008080"><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';"> <span>ยงยืน</span><br />
<span>อายุ ๗๕ ปี</span></span><span style="font-size:5.5pt;color:#4d4d4d;font-family:Arial;"></span></font></td>
<td style="background-color:transparent;border:#f4f4f4;padding:1.5pt;"><span style="font-size:5.5pt;color:#4d4d4d;font-family:Arial;"><br />
</span><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';"><font color="#008080">นางเซียม เชิดดี</font></span><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';"><br />
<span><font color="#008080">อายุ ๗๘ ป</font></span></span><span style="font-size:5.5pt;color:#4d4d4d;font-family:Arial;"></span></td>
<td style="background-color:transparent;border:#f4f4f4;padding:1.5pt;"><span style="color:#4d4d4d;font-family:Tahoma;"><br />
</span><font color="#008080"><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';">นายประยูร<span>  </span>กายมั่น อายุ ๕๙ ปี</span><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';"></span></font></td>
</tr>
</table>
</div>
<p><font color="#008080"><span style="font-size:10pt;color:#4d4d4d;font-family:Tahoma;">   </span><span style="color:#4d4d4d;font-family:Tahoma;"> </span><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';">เป็นที่น่าเสียดายว่าชุมชนชาวขแมร ในเขตอีสานใต้ส่วนใหญ่ ได้ละทิ้งพิธีกรรมนี้ไปโดยสิ้นเชิง ในบางชุมชนที่ยังมีการสืบทอด จะมีพระสงฆ์เป็นผู้นำในการฟื้นฟู โดยอาศัยญาติโยม ช่วยกันอนุรักษ์ เช่นที่ชุมชนบ้านขนาดมอญ ต.ตาตุม อ.สังขะ จ.สุรินทร์ </span><b><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';">“<span>พระครูพัฒน์สังวรคุณ</span>” </span></b><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';">เจ้าอาวาสวัดดาราธิวาส รองเจ้าคณะตำบลตาตุม ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ได้เชิญชวนญาติโยม มาร่วมกันฟื้นฟูวัฒนธรรมของชุมชน ได้เปิดเผยกับทีมงานว่า บ้านขนาดมอญ แห่งนี้ถือเป็นชุมชนโบราณ แห่งหนึ่งที่มีการสืบทอดงานบุญ งานประเพณี และพิธีกรรมหลายๆ อย่าง ของชาวขแมร ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น และได้ถือปฏิบัติสืบต่อกันเรื่อยมา</span><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';">  <span> สำหรับพิธีปะอ๊อกเปรี๊ยะแค นี้ก็ไม่ทราบแน่ชัดว่ามีความเป็นมาอย่างไร แต่ทางวัดเห็นว่าเป็นประเพณีที่ผู้เฒ่าผู้แก่ได้ปฏิบัติสืบต่อกันมานาน และเห็นว่าเป็นพิธีกรรมแบบโบราณแม้จะมีการทิ้งช่วงไปนานไม่น้อยกว่า ๔๐-๕๐ ปี และผู้สูงอายุที่รู้เรื่องดีก็เสียชีวิตไปหมดแล้ว ส่วนผู้สูงอายุที่พากันกลับมาฟื้นฟูกันใหม่ ในขณะนี้ก็เป็นเพียงผู้ที่เคยเข้าร่วมในพิธีเมื่อสมัยยังเป็นเด็ก ซึ่งพอจะจำขั้นตอนและรายละเอียดได้บ้าง จึงพากันฟื้นฟูขึ้นมา ถึงแม้จะขาดช่วงไปนานก็ตาม </span></span><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';letter-spacing:-0.1pt;">  <span>จากการสอบถามผู้ที่เคยได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพิธีกรรมนี้แต่ละท่านให้ความเห็นดังนี้</span></span><b><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';">  <span>นางประนอม แก้วปลั่ง</span></span></b><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';"> อายุ ๗๘ ปี บอกว่า สมัยที่ยังเป็นเด็ก ผู้ใหญ่เคยพาไปร่วมพิธีนี้ที่วัดรู้สึกว่าจะเป็นพิธีเหมือนการสะเดาะเคราะห์ใหญ่ หรือเป็นการทำพิธีเพื่อเสริมดวงชะตาบารมี แล้วก็มีการตักบาตรเข้าเม่า แต่จำรายละเอียดไม่ได้ว่าเขาทำอะไรกันบ้าง เพราะไม่เคยเห็นมีใครทำมาร่วม ๕๐-๖๐ ปีแล้ว</span><b><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';">    <span>นางออน ทวีโชค</span></span></b><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';"> อายุ ๘๐ ปี เล่าว่า เวลาถึงวันเพ็ญเดือน ๑๒ ทั้งหนุ่มสาว คนเฒ่าคนแก่ รวมไปถึงเด็กๆ จะพากันแต่งตัวสวยงามไปวัดเพื่อร่วมงานบุญ ซึ่งคนโบราณถือว่าเป็นวันเริ่มต้นปีใหม่ และถือเป็นงานประจำปีที่ทุกวัดจะจัดขึ้นในวันเดียวกัน และเชื่อกันว่าเป็นวันที่มีความสำคัญทางตำราโหราศาสตร์ด้วย</span><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';"></span><b><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';">    <span>นางอิ่ม ศรีโสภา</span></span></b><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';"> อายุ ๘๑ ปี บอกว่า นานมากแล้วที่ไม่เคยเห็นพิธีกรรมนี้ นานจนลืมไปแล้วว่าเขาทำอะไรกันบ้าง รู้แต่ว่าเป็นวันที่ชาวบ้านจะทำข้าวเม่าไปตักบาตร แล้วก็เสี่ยงทายว่าปีหน้าฝนจะตกหรือไม่ตก ส่วนรายละเอียดอื่นๆ จำไม่ได้แล้ว ยายดีใจมากถ้ามีการฟื้นฟูประเพณีนี้ ยายขอฝากลูกหลานไว้ด้วย </span><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';"></span><b><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';">  <span> นางโย ยงยืน</span></span></b><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';"> วัย ๗๕ กับ<b> นางเซียม เชิดดี</b> วัย ๗๘ ปี ต่างบอกว่าเสียดายที่ในช่วง ๕๐-๖๐ ปี ที่พิธีกรรมนี้ถูกลืมไปจากชุมชน เพราะไม่มีผู้นำ คนที่รู้เรื่องจริงๆ ก็มีน้อยทั้งสองคนบอกว่าจำไม่ค่อยได้แล้วแต่ขอให้ลูกหลานช่วยกันอนุรักษ์ฟื้นฟูกลับคืนมาเพราะเป็นพิธีกรรมที่ทำให้เราได้รู้ว่าจะต้องเตรียมตัวอย่างไรในการทำมาหากินในแต่ละปี เท่าที่พอจะจำได้ก็ถือว่าการเสี่ยงทายนั้นแม่นและเชื่อถือได้ทุกปี</span><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';"></span><b><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';">   <span>นายประยูร กายมั่น</span></span></b><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';"> อายุ ๕๙ ปี บอกกับทีมงานว่า ไม่เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับพิธีมาก่อนเลย เพิ่งจะได้รับรู้ก็เมื่อไม่ไม่กี่ปีมานี้เอง รู้เพราะทางวัดได้ชวนเชิญชาวบ้านไปร่วมพิธี เพื่อเป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรม แต่ถึงแม้จะไม่มีความรู้ความเข้าใจมาก่อน ตนเองก็มีความรู้สึกภาคภูมิใจ และยินดีที่จะไปร่วมในพิธีด้วยทุกปี ดีใจที่มีการฟื้นฟู ก็จะพยายามศึกษาหาความรู้จากผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชน เอาไว้บอกเล่าให้ลูกหลานฟัง</span></font><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';"><font color="#008080">   </font><span><font color="#008080">และข้อความตอนหนึ่งจากสารคดีเรื่อง<b>&#8220;พออกพระแข&#8221;</b>ของ</font><font color="#008080"><b>&#8220;นายสมฤทธิ์ สหุนาฬุ&#8221;<br />
</b>(ปราชญ์ชาวบ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่น กวีชนบท และ คนดีศีขรภูมิ ผู้ล่วงลับไปแล้ว) ที่ลงไว้ในหนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ พระครูพิบูลวรการ (ปิ่น ทีปคุโณ) เมื่อ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๓๒ ณ เมรุวัปราสาท ต.ระแงง อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์<span>  </span>ได้เขียนไว้ในหน้า ๔๘-๕๑ ความว่า</font></span></span><font color="#008080"><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';">   <span>เดือนสิบสอง</span> <span>ข้าวเหนียวพันธุ์เบาจำพวกข้าวบังเอวกำลังโน้มรวงเริ่มสุกเหลือง</span>  <span>พอเหมาะกับการตำข้าวเม่า กรอบอร่อยการทำบุญตักบาตรข้าวเม่าจึงเกิดขึ้นเป็นธรรมเนียมประเพณี สืบทอดกันมาแต่โบราณกาล เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว แต่การตักบาตรข้าวเม่านั้น เขาทำกันในเวลากลางคืน เมื่อพระจันทร์วันเพ็ญเดือนสิงสองอยู่ตรงศีรษะพอดี</span>   <span></span></span><span style="color:#4d4d4d;font-family:'Courier New';">    </span><span style="color:#4d4d4d;font-family:Tahoma;"></span><b><span style="color:#4d4d4d;font-family:'Courier New';">         </span></b><b><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';">บรรยากาศการทำพิธีขณะพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์</span></b></font><span style="color:#4d4d4d;font-family:'Courier New';"><br />
<font color="#008080">      <br />
</font></span><font color="#008080"><b><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';">            <span>ผู้เฒ่าและหนุ่มสาวในชุมชน ต่างออกมาร่วมพิธีกันอย่างคับคั่ง</span></span></b><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';"></span></font><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';"><font color="#008080">กลางลานวัดจะปักเสาสองต้น สูงท่วมศีรษะ ห่างกันราว ๒ เมตร มีไม้กลมๆ เป็นราวสูงเพียงตา ที่ราวติดเทียนขี้ผึ้ง ผูกราวติดไว้กับเสาหลวมๆ พอหมุนได้ไม่ติดขัด ที่ทางเหล่านี้ มัคทายก ร่วมกับพระในวัดช่วยกันตระเตรียมไว้แล้วตั้งแต่บ่ายฯลฯ<br />
</font></span><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';"><font color="#008080">                <span> สามทุ่มล่วงแล้ว พระจันทร์เต็มดวงพ้นปลายไม้ สว่างไสวดุจกลางวัน ผู้เฒ่า หนุ่มสาว และเด็ก ถือขัน แบกกระเฌอ หรือ ถ้วยโถโอชาม บรรจุข้าวเม่ากับกล้วยสุก คนละหวีสองหวีตามมีตามเกิดไปชุมนุมกันที่ลานวัดหนุ่มสาวแต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวยสดงดงามประกวดประชันกัน</span> <br />
                </font><font color="#008080"><span>ห่างจากที่ตั้งเสาพิธีพอประมาณ จะปูด้วยเสื่อสาด ลาดด้วยผ้าขาว ตั้งบาตรไว้เรียงราย ได้เวลาใกล้เที่ยงคืน นิมนต์พระเข้าประจำที่ สมาทานศีล สวดมนต์ ผู้คนจะยกขันขึ้นอธิฐาน ขอให้กุศลผลบุญที่ประกอบในวันนี้ จงมีแก่บุพการี แล้วบรรจงใส่บาตรข้าวเม่ากันจนทั่วถึงผู้คนจะกระจายกันนั่งรายรอบที่ตั้งเสาพิธีอยู่ห่างๆ ปล่อยเสาพิธีสถานให้เป็นลานกว้างวงกลมในเขตพิธีกรรม รอกำหนดประกอบพิธีกรรม<br />
</span>                <span> สอดคล้องกับคำบอกเล่าของ</span> <b><span>นางไมย์ สายแก้ว</span></b> <span>แม่เฒ่าชาวขแมร วัย ๘๗ ปี ซึ่งอพยพจากประเทศกัมพูชา มาอยู่ที่ชุมชนบ้านจารย์ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ เมื่อ ๘๐ ปีมาแล้ว เล่าให้เราฟังว่า เมื่อสมัยที่คุณยายยังสาวจำได้ว่า พอถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒ หนุ่มสาวจะพากันออกไปเกี่ยวข้าวใหม่เอามาใส่กระด้งแล้วย่ำด้วยเท้าเพื่อให้ได้ข้าวเปลือกมาคั่วให้สุกทั่วเมล็ดแล้วเอามาใส่ครกไม้ ตำ-ควัก ด้วยไม้พายจนได้เป็น </span><b>&#8220;<span>ข้าวเม่า&#8221; </span></b><span>เตรียมไว้สำหรับการตักบาตรเข้าเม่าอุทิศส่วนกุศลให้แก่พรรบุรุษกันทุกบ้าน</span>   <br />
               <span>เสร็จแล้วก็จะหากล้วย น้ำผึ้ง มะพร้าว น้ำตาล เท่าที่พอจะหาได้เพื่อเตรียมไว้ เมื่อได้ของครบแล้วก็จะเอาขี้ผึ้ง(ต้องเป็นขี้ผึงแท้เท่านั้น)มาทำเป็นเทียนคนละ ๑ เล่ม</span> </font><font color="#008080"><span>วัดความยาวให้ได้รอบศรีษะของตัวเอง เป็นความเชื่อว่าเทียนแต่ละเล่มจะเป็นเหมือนดวงชะตา หรือตัวแทนของผู้เป็นเจ้าของที่จะจุดเพื่อบูชาพระจันทร์ และเป็นการเสริมดวงชะตาบารมีของตัวเองด้วย<br />
</span>             <span> เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ก็อาบน้ำชำระล้างเนื้อตัวให้สะอาด</span> </font><font color="#008080"><span>ตกค่ำทั้งหนุ่ม-สาว พ่อเฒ่าแม่เฒ่า ในหมู่บ้านก็จะนำสิ่งของที่ตรียมไว้ไปวัด ช่วยกันจัดสถานที่ ช่วยกันเตรียมข้าวของเครื่องใช้ ซึ่งจะมีโต๊ะหมู่บูชา ตั้งบนแคร่ไม้ไผ่ ที่ผู้ชายในหมู่บ้านช่วยกันทำขึ้นเป็นแถวยาวสำหรับให้พระภิกษุนั่งสวดมนต์ภาวนา สำหรับญาติโยมก็จะมีเสื้อปูบนพื้นหน้าแคร่ นอกจากนี้ ยังมีเสาไม้ไผ่ปักไว้ ๒ เสา มีไม้ไผ่อีกท่อนหนึ่ง ทอดพาดยาวระหว่างเสา หลังจากเตรียมสถานที่เสร็จแล้วหนุ่มสาวก็จะนัดกันไปลอยกระทง พระสงฆ์กับพ่อเฒ่าแม่เฒ่า ก็จะเอาเทียนขี้ผึ่งทั้งหมดมารวมกันแล้วแบ่งให้ได้ ๑๒ ส่วน เท่า ๆ กันแต่ละส่วนจะพันกันเป็น ๑ แท่ง ก็จะได้เทียนขึ้ผึ้งแท้ ขนาดสั้นบ้าง ยาวบ้าง เล็กบ้างใหญ่บ้าง จำนวน ๑๒ แท่ง ที่จะใช้ในพิธีกรรม โดยจะมีตาพรม กับยายโสร สองผัวเมีย(สมมุติ)จะเป็นผู้นำในการประกอบพิธี<br />
</span>              <span> <b>สาระสำคัญ</b> เป็นการเสริมสร้างศิริมงคลแก่ชีวิต และเสี่ยงทายว่าเดือนไหนจะมีฝน เดือนไหนจะแล้ง เพื่อให้ลูกหลานได้เตรียมตัวรับสถานการณ์ได้โดยไม่เดือดร้อนในวันข้างหน้า ส่วนข้าวเม่าที่พากันนำมาตักบาตร เมื่อเสร็จพิธีแล้วก็จะคลุกรวมกัน แล้วแบ่งปันกันกินคนละหนึ่งอุ้งมือ แต่สำหรับผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ จะได้รับส่วนแบ่งมากกว่าคนอื่นอีกเท่าตัว<span>  </span>เพราะเราจะเผื่อแผ่ไปให้อีกคนที่อยู่ในท้องด้วย และจะมีอีกอย่างหนึ่งที่หนุ่มๆ ต้องการมาก ก็คือน้ำตาเทียนที่หยดลงบนใบตอง หลังจากการทำพิธีเสร็จแล้ว เพราะมีความเชื่อกันว่า ใช้เป็นเครื่องรางของขลัง ที่ให้คุณในด้านเมตตามหานิยม ใครได้ไปเวลาจะออกจากบ้านก็นำมาสีปาก จะทำให้การเจรจาทุกอย่างสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี มีแต่คนรักคนหลง โดยเฉพาะเวลาจีบสาว</span></font></span><font color="#008080"><span style="font-size:5.5pt;color:#4d4d4d;font-family:Arial;">       <br />
</span><b><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';">    <span>ลักษณะของเสาพิธีที่จะนำเทียนไปติดไว้ ก่อนจุดเพื่อที่จะเสี่ยงทาย</span></span></b><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';"></span></font><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';"><font color="#008080">              <span>และอีกตอนหนึ่งจากสารคดีเรื่อง</span><b>&#8220;<span>พออกพระแข&#8221; </span></b><span>ของ </span><b>&#8220;<span>คุณพ่อสมฤทธิ์ สหุนาฬุ&#8221;</span></b><span> กล่าวไว้ว่า เมื่อถึงเที่ยงคืน จะมีบุรุษผู้สูงอายุ ผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรม นุ่งขาวห่มขาว ถือไม้เท้ายาว มีบุรุษสะพายย่ามเป็นลูกศิษย์ติดตามมาผู้หนึ่งเดินจากภายนอกเข้ามาในบริเวณพิธีสถานกระทำซุ่มเสียงกระแอมกระไอ เดินสู่สถานพิธีตั้งเสา พอปรากฏเห็นโดดเด่นเป็นจุดสนใจ จึงหยุดยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนที่มาร่วมชุมนุม แล้วผู้ใหญ่ในกลุ่มคนหนึ่ง ซึ่งได้กำหนดตัวไว้แล้ว จะถามขึ้นว่า</span><b>“<span>นั่นใคร</span>”</b><span>บุรุษชีปะขาวจะตอบว่า</span><b>“<span>เราเอง</span>”</b><span>ผู้ถามก็จะถามอีกว่า</span><b>“<span>เราเองนะคือใคร มาจากไหน มีธุระอะไร</span>”</b><span>บุรุษชีปะขาวจะตอบว่า</span></font><font color="#008080"><b>“<span>เราคือตาพรหม มาจากสำนักเขนาะตาพรหม มาที่นี่เพราะได้ยินเสียงเอะอะอึงคนึง ไม่รู้ว่าพวกท่านกระทำการสิ่งใดกัน ชะรอยจะพากันทำบาป ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอะไรกันขึ้นกระมัง เราจึงเข้ามาดู</span>”<br />
            </b><span>ผู้เป็นใหญ่ในกลุ่มจะแจกแจงว่า </span>“<b><span>เราไม่ได้กระทำบาปหยาบช้า ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอะไร วันนี้เรามาชุมนุมกันทำบุญ จะประกอบพิธีไหว้พระจันทร์ ถ้าท่านเป็นตาพรหมท่านมีความรู้เรื่องนี้ไหม</span>”</b><span> ชีปะขาว จึงตอบว่า </span><b>“<span>เราพอจะรู้บ้าง</span>”</b><span> ผู้เป็นใหญ่จะกล่าวว่า<b> </b></span><b>“<span>ถ้าท่านรู้ข้อธรรมในเรื่องนี้ จงแสดงธรรมให้พวกเราฟังก่อน เราจึงจะเชื่อถือ</span>”<span> </span></b><span>ชีปะขาวจึงถามว่า </span><b>“<span>จะให้แสดงธรรมข้อใด</span>”</b><span> ผู้เป็นใหญ่ตอบว่า</span><b>”<span>ว่านะโมให้เราฟังก่อนก็แล้วกัน</span>”<span> </span></b><span>ตาพรหมจะติดตลก แกล้งว่านะโมผิดๆ เพื่อแทรกบทตลกให้เป็นที่ฮือฮา ผู้เป็นใหญ่จะกล่าวว่า </span><b><span style="letter-spacing:-0.1pt;">“<span>ท่านว่าข้อธรรมไม่ถูก ท่านไม่ใช่ตาพรหมที่แท้จริง ชะรอยท่านจะเป็นผู้ประสงค์ร้าย ปลอมแปลงเข้ามาเพื่อทำมิดีมิร้าย</span>”</span></b><span style="letter-spacing:-0.1pt;">ได้เฮฮากันเป็นคำรบสอง เมื่อถึงรอบที่สาม จึงสวดนะโม ได้ถูกต้องครบถ้วนกระบวนความ ผู้คนทั้งหลายจึงกล่าวรับรองว่า </span><b><span style="letter-spacing:-0.1pt;">“<span>จริงท่านคือตาพรหมตัวจริง</span>”</span></b></font><font color="#008080"><span style="letter-spacing:-0.1pt;">แล้วขอเชิญท่านเป็นประธานในพิธีพาพวกเราไหว้พระจันทร์ นำสวดคาถาบวงสรวงสังเวยแก่พระจันทร์เถิด ตาพรหมจะบอกให้ทุกคนพนมมือ แล้วจุดเทียนชัย ๑๒ เล่ม ที่ติดไว้บนราวพาดเสาพิธีกรรม นำใบตองกล้วยตานีที่ยังอ่อนๆ ปลอดตำหนิ ปราศจากริ้วรอยแตกปริ มาวางเรียงกับพื้นดินใต้ราวเทียนชัย เพื่อรองรับน้ำตาเทียนไว้เสี่ยงทาย บอกให้ทุกคนคอยกล่าวคำบวงสรวงสังเวยพร้อมกันโดยตาพรหมนำสวดนะโม๓จบกล่าวบวงสรวงให้ทุกคนว่าตามฯลฯ<br />
</span><span style="letter-spacing:-0.1pt;">            </span></font><font color="#008080"><span>วันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น ๑๕ ค้ำ เดือน ๑๒ ผู้เขียนทราบข่าวจากคุณครูทัศนีย์ สายแก้ว หนึ่งในคณะทำงานสานรักษ์ชายแดน บอกว่าวันนี้เที่ยงคืนจะมีการจัดพิธีกรรม <b>&#8220;ปะอ๊อกเปรียะแค&#8221;</b> ของพี่น้องไทยเชื้อสายเขมร ที่ ต.บ้านจารย์ และ ต.ตาตุม อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ประมาณ ๒๐.๐๐ น.ถึงบริเวณวัดบ้านจารย์ ซึ่งเป็นวัดโบราณที่มีซากปรักหักพังของปราสาท และที่มีคูน้ำล้อมรอบซากปรักหัก พังนั้นอยู่ ภาพที่เห็นคือหนุ่มสาว เด็ก เยาวชน มากมายร่วมกันลอยกระทง ในขณะที่ผู้เฒ่าทั้งหญิงชาย นั่งจับกลุ่มคุยกันอยู่ในบริเวณที่เตรียมไว้สำหรับประกอบพิธีกรรม จึงได้เข้าไปชวนคุย และถามจากผู้ใหญ่บ้าน จึงได้ทราบว่า ที่บ้านจารย์ แห่งนี้ในอดีตเคยมีพิธีกรรมนี้สืบทอดมาโดยตลอด แต่เมื่อประมาณ ๔๐ กว่าปีมานี้ ไม่มีผู้นำปฏิบัติ จึงไม่ได้มีการสืบทอด จนกระทั่งอาสาสมัครจากมูลนิธีพัฒนาอีสาน มาชวนชาวบ้านสืบค้นวัฒนธรรมชุมชน จึงได้นำเอาพิธีกรรมนี้กลับคืนมาปัดฝุ่น เพิ่งจะได้มีการฟื้นฟูมาได้เพียง ๒ ปีเท่านั้น จึงไม่สามารถให้รายละเอียดอะไรได้มากนัก ในขณะเดียวกันก็ได้แนะนำผู้สูงอายุ ในชุมชนให้เราได้ไปสืบค้นหาข้อมูลจากท่าน ซึ่งในอดีตเคยเป็นผู้นำในการทำพิธี และบอกอีกว่าที่วัดบ้านขนาดมอญ เจ้าอาวาส จะทราบเรื่องดี ทีมงานจึงได้เดินทางไปร่วมพิธีที่วัดบ้านขนาดมอญ ต.ตาตุม ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ๑๐กิโลเมตร<br />
</span>         </font><font color="#008080"><span> ที่วัดบ้านขนาดมอญแห่งนี้ เราพบว่าการมาร่วมพิธีชาวบ้านจะนัดหมายมารวมกันที่บริเวณลานวัด โดยทุกคนจะถือขันใส่ข้าวเม่ามาด้วย บางคนจะมีเทียนขี้ผึ้งมาด้วย บางคนก็มีแต่ข้าวเม่าเปล่าๆ และบางคนก็จะมีกล้วย น้ำตาล มะพร้าว มาด้วย เรียกได้ว่าแล้วแต่ใครจะมีอะไรก็เอามา<br />
</span>            <span> <span style="letter-spacing:-0.1pt;">ประมาณ ๒๒.๐๐ น.พอเริ่มพิธีพระสงฆ์จะสวดคาถาบูชาพระอาทิตย์ พระจันทร์ (สุริยะปะริต / จันทรปะริต) จากนั้นจะสวดคาถาชุมชุมเทวดา เพื่อความเป็นสิริมงคล พระสงฆ์สวดเสร็จชาวบ้านจะพากันตักบาตรเข้าเม่า แล้วนั่งพูดคุยกันรอเวลาเที่ยงคืนท่ามกลางไอหมอกและน้ำค้างที่พร่างพรมลงมาจนเปียกชื้น</span></span></font></span><span style="color:#4d4d4d;font-family:Tahoma;letter-spacing:-0.1pt;"><br />
</span><font color="#008080"><b><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';letter-spacing:-0.1pt;">นายกลั่น ปุ่มแก้ว</span></b><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';letter-spacing:-0.1pt;"> (ชุดขาวขวามือ) ผู้ที่รับหน้าที่เป็นตาพรหม</span><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';letter-spacing:-0.1pt;"></span><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';letter-spacing:-0.1pt;">              <span> </span></span><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';">๒๔.๐๐ น. <b>นายกลั่น ปุ่มแก้ว</b> วัย ๖๙ ปี ผู้ที่ชุมชนสมมุติและมีมติมอบหมายให้เป็นตาพรหม และผู้ติดตามจะเดินออกมาจากป่า (บางหมู่บ้านเชื่อว่าเป็นยายโสร ซึ่งเป็นภรรยาของตาพรหม <span>  </span>ในขณะที่บางหมู่บ้านก็เชื่อว่าเป็นลูกศิษย์)ซึ่งตามพรหม ก็จะเริ่มพิธี <span>    </span>ตามที่สารคดีเรื่อง <b>&#8220;พออกพระแข&#8221;</b>ของ <b>&#8220;นายสมฤทธิ์ สหุนาฬุ&#8221;</b> ได้กล่าวไว้ทุกประการ เริ่มจากจุดเทียนทั้ง ๑๒ เล่ม แล้วสวดนะโม ๓ จบ และตามด้วยคาถาบูชาพระจันทร์ ดังนี้ </span><b><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';">“<span>เนียง จันทรา เปรี๊ยะมหาอูด็อม เปรี๊ยะเอ็นเซวยเซาะ เซวยอ็อบภิรมณ์ เปรี๊ยะมหาอูดอมก็วงเลอพิเมียน</span>”<span> </span></span></b><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';">กล่าวจบ ๑ รอบ ตาพรหมจะให้กราบ ทุกคนจะหมอบกราบพร้อมกันสงบนิ่ง ตาพรหมกับลูกศิษย์จะจับไม้ราวคนละข้าง หมุนเอนไปทางขวา น้ำตาเทียนก็จะหยดลงบนใบตองที่รองรับ แล้วสวดบวงสรวงตามคำเดิมจนจบ ตาพรหมจึงบอกให้ทุกคนเงยหน้าขึ้น ทำซ้ำๆ กันแบบเดิม ๓ ครั้ง จึงสิ้นสุดการบวงสรวง ซึ่งคำบวงสรวงข้างต้น แปลเป็นไทยได้ดังนี้ คือ </span><b><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';">“<span>เจ้าแม่จันทรา พระมหาอุดม พระอินทร์เสวยสุข เสวยภิรมณ์ พระมหาอุดมสถิตเหนือพิมาน</span>” </span></b><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';"></span></font><b><span style="color:#4d4d4d;font-family:Tahoma;"><br />
</span></b><font color="#008080"><b><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';">ตาพรหม ผู้ช่วย ทั้งมัคทายกและชาวบ้านช่วยกันจุดเทียนชัย</span></b><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';"></span></font><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';letter-spacing:-0.1pt;"><font color="#008080">            </font><font color="#008080"><span>การบูชาพระจันทร์ เสร็จสิ้นตาพรหมก็จะหมุนราวไม้ไผ่ให้เทียนที่กำลังติดไฟชี้ปลายลงดินจาก นั้นผู้ช่วยของตาพรหม ก็จะยกใบตองกล้วยที่มีน้ำตาเทียนขึ้นมาทำนาย โดยถือเอาต้นใบเป็นต้นปี กลางใบเป็นกลางปี และปลายใบเป็นปลายปี หยดเทียนหนาในตำแหน่งใด ก็เชื่อว่าฝนจะตกชุกในเดือนนั้นส่วนน้ำตาเทียนชายหนุ่มทั้งหลายจะแบ่งกันไปเก็บไว้เป็นศิริมงคล โดยเชื่อกันว่าให้คุณด้านเมตตามหานิยม<br />
</span>             </font><font color="#008080"><span> ทำนายเสร็จ ตาพรหมและลูกศิษย์ จะได้รับการถวายข้าวเม่า ๑ ขัน กล้วย ๑ หวี คนละ ๑ ชุด ตาพรหมจะอวยพรให้ทุกคนอยู่เย็นเป็นสุข ประสบโชคลาภ ทำมาหากินได้อุดมสมบูรณ์ พร้อมทั้งกำชับให้ทุกคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เลี้ยงดูกันให้ดี มีความรักสมัครสมานสามัคคี มีความเห็นอกเห็นใจกัน เตรียมตัวเตรียมใจพร้อมรับสถานการณ์ของดินฟ้าอากาศในแต่ละเดือน จะได้ไม่เกิดความอดอยากยากจนพร้อมกับบอกลาแล้วก็เดินจากไป<br />
</span>          <span> </span></font></span><font color="#008080"><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';letter-spacing:-0.2pt;">ฝ่ายพระสงฆ์จะบรรยายธรรมต่ออีกสักครู่เมื่อสมควรแก่เวลาแล้วก็ถวายปัจจัยไทยทาน<span>  </span>มัคทายกจัดบาตรเข้าเม่าพร้อมกับกล้วย มะพร้าว น้ำตาล น้ำผึ้ง ขึ้นกุฎิ แบ่งส่วนหนึ่งไว้เลี้ยงดูกันในหมู่ผู้ไปร่วมในพิธี<span>  </span>ที่ยังคงนั่งรอกันอย่างเป็นระเบียบ ช่วงนี้มัคทายก และผู้ใหญ่จะช่วยกันแจกจ่ายข้าวเม่า และกล้วยน้ำว้าสุกให้กินกันอย่างถ้วนหน้า โดยให้ผู้ร่วมในพิธีนั่งเงยหน้าหันเข้าหาพระจันทร์ คนแจกก็จะร้องบอกให้เงยหน้าอ้าปาก แล้วก็เอาข้าวเม่ากรอกเข้าปาก ไม่ว่าจะเป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่ โดยสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ จะได้รับส่วนแบ่งเพิ่มอีก ๑ ส่วน สำหรับอีก ๑ ชีวิตที่อยู่ในท้อง<span>  </span>การกระทำนี้เองที่เรียกว่า</span><b><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';letter-spacing:-0.2pt;">“<span>ปะอ๊อกเปรี๊ยะแค</span>”<span>  </span></span></b></font><font color="#008080"><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';letter-spacing:-0.2pt;">ซึ่งแปลได้ตรงตัวคือ<br />
</span><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';letter-spacing:-0.2pt;">           </span></font><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';letter-spacing:-0.1pt;"><font color="#008080">ปะอ๊อก แปลว่า<span>   </span>กรอก หรือ ป้อน<br />
</font></span><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';letter-spacing:-0.1pt;"><font color="#008080">           </font><font color="#008080"><span>เปรี๊ยะ<span>    </span>แปลว่า<span>   </span>พระ<br />
</span>          </font><font color="#008080"><span> แค<span>        </span>แปลว่า<span>    </span>ดวงจันทร์ หรือ พระจันทร์<br />
</span>         <span> <b>ปะอ๊อกเปรี๊ยะแค</b> จึงแปลว่า <b>กรอกพระจันทร์</b> หรือ <b>ป้อนพระจันทร์</b> และมีความเชื่อกันว่า ข้าวเม่าที่กรอกเข้าปากนี้ เป็นเหมือนอาหารทิพย์ ที่ใครได้กินจะมีความเป็นศิริมงคล แคล้วคลาดจากสิ่งเลวร้าย จาก</span></font></span><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';"><font color="#008080">สารคดีเรื่อง <b>&#8220;พออกพระแข&#8221; </b>ของ <b>&#8220;นายสมฤทธิ์ สหุนาฬุ&#8221;</b> </font><span style="letter-spacing:-0.1pt;"><font color="#008080">กล่าวไว้ว่า หนุ่มๆ ในหมู่บ้าน จะรอโอกาสกำข้าวเม่ากรอกใส่ปากสาวที่หมายปอง เป็นการบอกความนัยว่า เขาพร้อมที่จะเป็นผู้ปกป้องคุ้มครองชีวิตของสาวคนนั้น สุดท้ายพระสงฆ์ให้ศีลให้พร แล้วพิธีไหว้พระจันทร์ในวันเพ็ญเดือน ๑๒ ก็เป็นอันเสร็จสิ้น ต่างแยกย้ายกันบ้านเมื่อวันใหม่ย่างเข้ามา<br />
</font></span></span><font color="#008080"><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';letter-spacing:-0.1pt;">         <span> <b>สาระที่ได้จากพิธีกรรม คือ </b>การเตรียมความพร้อมในการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง การเสริมสร้างความรัก ความสามัคคี ความเอื้ออาทร เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความมีเหตุมีผล รู้จักการสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองด้วยความไม่ประมาท มีความเคารพต่อธรรมชาติ ล้วนแล้วแต่เป็นสาระที่สอนให้ผู้คนเป็นคนดี นำไปสู่การพึ่งตนเองแบบพอเพียง และสังคมที่สงบสุข สมควรที่คนรุ่นหลังจะได้ร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู สืบทอด และเผยแพร่ ให้พิธีกรรมดีๆ อย่างนี้อยู่คู่ชุมชนตลอดไป </span></span><b><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';letter-spacing:-0.2pt;"></span></b><b><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';letter-spacing:-0.1pt;">หมายเหตุ</span></b><span style="font-size:16pt;color:#4d4d4d;font-family:'Angsana New';letter-spacing:-0.1pt;"><span>  </span>ตาพรหม หมายถึง พระพรหมผู้สร้างโลก และสรรพสัตว์ตามคติศาสนาพราหมณ์ ที่เชื่อกันว่า พระพรหม จะลงมาดูแลปกป้องชาวโลกทุกปี เพื่อไม่ให้สรรพสิ่งที่ทรงสร้างถูกทำลาย ตาพรหม ในพิธี จึงเป็นตัวสมมุติแทนองค์พระพรหมผู้เป็นเจ้า ที่จะลงมาร่วมในพิธีไหว้พระจันทร์ ทุกๆ วันเพ็ญเดือน ๑๒ ของแต่ละปี เป็นอารยธรรมที่ได้รับจากอินเดีย เข้าสู่ราชสำนักขอมโบราณก่อนจะแพร่หลายมาถึงภูมิภาคนี้</span></font></p>
<p></span></p>
<br /><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/daratiwat.wordpress.com/6/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/daratiwat.wordpress.com/6/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/daratiwat.wordpress.com/6/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/daratiwat.wordpress.com/6/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/daratiwat.wordpress.com/6/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/daratiwat.wordpress.com/6/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/daratiwat.wordpress.com/6/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/daratiwat.wordpress.com/6/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/daratiwat.wordpress.com/6/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/daratiwat.wordpress.com/6/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/daratiwat.wordpress.com/6/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/daratiwat.wordpress.com/6/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/daratiwat.wordpress.com/6/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/daratiwat.wordpress.com/6/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/daratiwat.wordpress.com/6/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/daratiwat.wordpress.com/6/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=daratiwat.wordpress.com&amp;blog=3186023&amp;post=6&amp;subd=daratiwat&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://daratiwat.wordpress.com/2008/03/17/%e0%b8%9b%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b9%8a%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%8a%e0%b8%a2%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/f62526ba9cf4b5eaedc94db41c8b0901?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">daratiwat</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://daratiwat.files.wordpress.com/2008/03/image526.thumbnail.gif" medium="image">
			<media:title type="html">image526.gif</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://daratiwat.wordpress.com/wp-admin/" medium="image" />

		<media:content url="http://daratiwat.wordpress.com/wp-admin/" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>สวัสดี ชาวโลก!</title>
		<link>http://daratiwat.wordpress.com/2008/03/17/%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://daratiwat.wordpress.com/2008/03/17/%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 17 Mar 2008 07:37:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>daratiwat</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไม่มีหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false"></guid>
		<description><![CDATA[ตำนานขนาจมวน ความเป็นมาเชิงตำนานประวัติ “  ขนาจมวน ”  ( บ้านขนาดมอญ ) ณ ดินแดนที่ราบลุ่มลำน้ำหรือที่เรียกว่า  “  ขนาจมวน  ”   ซึ่งเป็นคำศัพท์ภาษาเขมรในสมัยโบราณ ว่า    ตามแนวเทือกเขาพนมดงรัก  ปกคลุมไปด้วยป่าดงดิบ ป่าไม้แดง ไม้ตะเคียน ไม้ประดู่ ป่าไผ่ ป่ามวน  ( หม่อนป่า )  อันอุดมสมบูรณ์ในบริเวณนี้อยู่ห่างจากบ้านโคกอัจจะหรือโคกยาง ( ที่ตั้งอำเภอสังขะในปัจจุบัน ) ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 20 กิโลเมตร ที่ราบลุ่มลำน้ำ  ( ขนาจ ) ล้อมรอบไปด้วยป่าดงดิบ ส่วนทางด้านทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศใต้และทิศเหนือ ล้วนมากไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด เช่น  ช้าง  ม้า  เสือ  อีเก้ง  กวาง  รมาส  ( “ แรด ” ภาษาเขมรเรียกว่า  รมาส )  เป็นที่ที่ต้องการบุกรุกป่าฝ่าดงไปแสวงหาอาหาร ล่าสัตว์ป่าของพวกพรานป่าที่มีมากมาย [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=daratiwat.wordpress.com&amp;blog=3186023&amp;post=1&amp;subd=daratiwat&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ตำนานขนาจมวน</p>
<p><font color="#99cc00"><span style="font-size:16pt;font-family:'Angsana New';">ความเป็นมาเชิงตำนานประวัติ </span><span style="font-size:16pt;font-family:'Angsana New';">“<span> <span> </span>ขนาจมวน </span>”<span>  </span>(<span> บ้านขนาดมอญ </span>)</span></font><span style="font-size:16pt;font-family:'Angsana New';"><span style="text-decoration:none;"><font color="#99cc00"> </font></span></span><font color="#99cc00"><span style="font-size:16pt;font-family:'Angsana New';">ณ ดินแดนที่ราบลุ่มลำน้ำหรือที่เรียกว่า <span> </span></span><span style="font-size:16pt;font-family:'Angsana New';">“<span>  </span><span>ขนาจมวน</span><span>  </span>”</span><span style="font-size:16pt;font-family:'Angsana New';"> </span><span style="font-size:16pt;font-family:'Angsana New';"><span>  </span><span>ซึ่งเป็นคำศัพท์ภาษาเขมรในสมัยโบราณ ว่า </span></span><span style="font-size:18pt;font-family:'Angsana New';"><span><span> </span></span></span><span style="font-size:20pt;font-family:ABC-HEAD-06;"><span> </span></span><span style="font-size:16pt;font-family:ABC-HEAD-06;"><span> </span></span><span style="font-size:16pt;font-family:'Angsana New';">ตามแนวเทือกเขาพนมดงรัก <span> </span>ปกคลุมไปด้วยป่าดงดิบ ป่าไม้แดง ไม้ตะเคียน ไม้ประดู่ ป่าไผ่ ป่ามวน</span><span style="font-size:16pt;font-family:'Angsana New';"><span>  </span>( <span>หม่อนป่า </span>)<span>  </span><span>อันอุดมสมบูรณ์ในบริเวณนี้อยู่ห่างจากบ้านโคกอัจจะหรือโคกยาง </span>(<span> ที่ตั้งอำเภอสังขะในปัจจุบัน </span>) <span>ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ </span>20 <span>กิโลเมตร</span><span> ที่ราบลุ่มลำน้ำ <span> </span></span>(<span> ขนาจ </span>) <span>ล้อมรอบไปด้วยป่าดงดิบ ส่วนทางด้านทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศใต้และทิศเหนือ ล้วนมากไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด เช่น<span>  </span>ช้าง<span>  </span>ม้า<span>  </span>เสือ<span>  </span>อีเก้ง<span>  </span>กวาง<span>  </span>รมาส <span> </span></span>( “ <span>แรด </span>” <span>ภาษาเขมรเรียกว่า<span>  </span>รมาส </span>) <span> </span><span>เป็นที่ที่ต้องการบุกรุกป่าฝ่าดงไปแสวงหาอาหาร ล่าสัตว์ป่าของพวกพรานป่าที่มีมากมาย อย่างอุดมสมบูรณ์ บรรดาพรานป่าที่มักจะเวียนมาหาของป่า ล่าสัตว์อยู่เป็นประจำที่ควรกล่าวถึงคือ พรานอิน ผู้เล่าให้ข้าพเจ้าฟัง สันนิษฐานว่าพรานอินคนนี้เป็นคนมาจากทางเหนือเทือกเขาพนมดงรัก </span>( <span>บ้านตาตุม </span>)<span>  </span><span>ภายหลังยกบ้านตาตุมเป็นตำบลตาตุม พรานอินเข้ามาหาของป่าและล่าสัตว์แต่ละครั้งจะต้องพักแรม เพราะตามคำบอกเล่านั้น พรานมักจะมาล่าสัตว์กันหลายวัน จึงได้ตั้งทับ </span>(<span> ที่พักพราน </span>)<span>  </span><span>ใกล้บริเวณราบลุ่มฝั่งลำน้ำ </span>( <span>ขนาจมวน </span>) <span>ซึ่งบริเวณนี้มีต้นมวน </span>( <span>หม่อนป่า </span>) <span>ต้นหม่อนป่านี้มีลักษณะเป็นเครือขนาดของลำต้นเท่ากับต้นมะพร้าว ใบของหม่อนป่า<span>  </span>มีลักษณะคล้ายกับใบหม่อนบ้านที่ใช้เลี้ยงไหมในปัจจุบัน<span>  </span>เป็นที่เหมาะในการทำที่ตั้งทับ </span>( <span>ที่พักพราน </span>) <span><span> </span>ซึ่งฝั่งลำน้ำที่เรียกกันว่า </span>“<span> ขนาจ </span>” <span>นั้นจะมีสัตว์ป่านานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น ช้าง ม้า เสือ อีเก้ง <span> </span>กวาง <span>  </span>รมาส </span></span><span style="font-size:16pt;font-family:'Angsana New';"><span> </span><span>พากันลงมาเล่นที่ปลักขนาจมวน <span> </span>แห่งนี้เป็นประจำ และพรานอินได้ตั้งทับ </span>(<span> ที่พักพราน </span>) <span>ใกล้กับปลักขนาจมวนนั้น <span> </span>แหล่งที่เรียกว่า </span>“<span> <span> </span>ขนาจ </span>” <span>ในสมัยก่อนนั้น<span>  </span>คือที่บ้านนายไซร้<span>  </span>นาวัง ในปัจจุบัน </span></span></font><span style="font-size:16pt;font-family:'Angsana New';"><font color="#99cc00"><span>                </span><span>ในสมัยก่อน พวกหมู่พรานมักเรียกบริเวณนี้ว่า <span> </span></span>“<span> ขนาจ </span>” <span> </span><span>ประจวบกับที่ตรงนั้นมีต้นหม่อนป่า<span>  </span>ขนาดใหญ่ล้อมรอบ จึงเป็นที่มาของชื่อบริเวณนี้ที่มักเรียกเป็นที่เข้าใจของพวกหมู่พรานว่า <span> </span></span>“<span> <span> </span>ขนาจมวน <span> </span></span>” <span> </span><span>อันเป็นนามเรียกบริเวณนี้ตั้งแต่นั้นมา</span></font></span><font color="#99cc00"><span style="font-family:'Angsana New';">ต่อมาภายหลัง พรานอิน </span><span style="font-family:'Angsana New';">(<span> สันนิษฐานว่าเป็นผู้ก่อตั้งบ้านขนาจมวน </span>) <span>ผู้หลงไหลในความอุดมสมบูรณ์บริเวณนี้ ได้พาเพื่อนพรานมาสร้างที่พัก<span>  </span>ถากถางป่าดงดิบบริเวณที่ราบลุ่มเป็นที่นา ท่ามกลางป่าดงดิบ อันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าและสัตว์นานาชนิด อันตรายจากช้าง เสือ และไข้มาลาเรีย<span>  </span>พร้อมทั้งได้ตั้งชื่อหมู่บ้านที่สร้างขึ้นว่า<span>   </span></span>“<span> สฺรุกขนาจมวน </span>”</span><span style="font-size:14pt;font-family:ABC-HEAD-06;"> </span><span style="font-family:'Angsana New';"> </span><span style="font-family:'Angsana New';"><span>   </span><span>อันมีพรานอินเป็นผู้นำพวกพ้องในตำแหน่งหัวหน้าหรือผู้นำหมู่บ้าน<span>                </span></span></span></font><font color="#99cc00"><span style="font-family:'Angsana New';">ชีวิตของพรานอินคนนี้เป็นบุคคลที่น่ายกย่อง ซึ่งข้าพเจ้าจะขอนำมากล่าวไว้ ณ<span>  </span>ที่นี้<span>  </span></span><span style="font-family:'Angsana New';">( <span>อาจไม่ถูกต้องตามประวัติศาสตร์อย่างไรต้องขออภัยเพราะฟังจากการบอกเล่า </span>)<span>  </span><span>มีอยู่ครั้งหนึ่ง <span> </span>พระยาแห่งเมืองสุระพินทนิคม <span> </span>พระยาสุรินทร์ภักดีศรีผไทสมันด์ ได้กราบบังคมทูลขอพระบรมราชโองการ ตั้งบ้านลำดวนเป็นสุระพินทนิคมขึ้นกับเมืองสุรินทร์</span><span>   </span><span>  </span><span>ได้ให้พระยาสังฆะบุรีศรีนครอัจะ <span> </span>หาของป่าไปถวาย<span>  </span></span>(<span> ส่งส่วย </span>)<span> พระยาสังฆะบุรีศรีนครอัจจะก็ได้มาบอกให้พรานอินที่อยู่</span></span></font><font color="#99cc00"><span style="font-family:'Angsana New';">บ้านขนาจมวน หาของป่ามาถวาย พรานอินและพวกหมู่พรานเดียวกันก็ได้หาของป่าและได้นำ<span>  </span>เนื้อสัตว์ แก่นสน ยางสน <span> </span>ปีกนก<span>  </span>นอรมาส </span><span style="font-family:'Angsana New';"><span>งาช้าง ขี้ผึ้ง น้ำผึ้ง เป็นของส่งส่วยไปยังพระยาสังฆะบุรีศรีนครอัจจะ ณ เมืองสังฆะ<span>  </span>อยู่เป็นประจำ</span></span></font><font color="#99cc00"><span style="font-family:'Angsana New';">พรานอินยังเป็นผู้ที่มีความกล้าหาญ ซึ่งครั้งหนึ่งพรานอินได้ไปล่าสัตว์กับพวกหมู่พรานด้วยกัน และพรานอินได้ยิงปืนถูกรมาส </span><span style="font-family:'Angsana New';">( <span>แรด </span>) <span>แต่ไม่ถึงตายเพียงแต่บาดเจ็บ รมาส<span>  </span>แรดตัวนั้นจึงได้วิ่งหนีเพื่อที่จะเอาชีวิตและได้วิ่งหนีจากขนาจมวนไปทางทิศเหนือจนกระทั่งถึงลำห้วย </span></span></font><span style="font-family:'Angsana New';"><font color="#99cc00">( <span>สันนิษฐานว่าลำห้วยที่ไหลผ่านสะพานทางทิศใต้โรงเรียนขนาดมอญในปัจจุบัน </span>) <span>แรดตัวนั้นได้กระโดดลงไปในลำห้วยจมหายไป ทำให้พรานอินและพรรคพวกหาไม่เจอ จนกระทั่งหลายวันต่อมาแรดตัวนั้นก็ได้ตายและลอยน้ำขึ้นมาจากลำห้วย และเรียกลำห้วยนั้นว่า </span>“<span>โอรกบาลรมาส </span>”<span>   </span>( <span>ลำห้วยหัวแรด </span>) <span>จนถึงทุกวันนี้</span></font></span><span style="font-family:'Angsana New';"><font color="#99cc00"><span>          </span><span>ปั้นท้ายชีวิตของพรานอินดังกิตติศัพท์ ที่ข้าพเจ้ากล่าวมาแล้วว่าพรานอินนั้น<span>  </span>เป็นคนกล้าหาญได้พาพวกหมู่พรานด้วยกันไปล่าสัตว์<span>  </span>พรานอินให้พรรคพวกขึ้นที่คาคบต้นไม้ </span>(<span> ที่พักพรานบนต้นไม้เพื่อรอที่จะยิงสัตว์</span>) <span>เหลือเพียงพรานอินที่ไม่ได้ขึ้นคาคบต้นไม้เพราะพรานอินคิดว่าตัวเองเก่งแล้ว พอพรานอินเห็นเสือเข้ามาใกล้ตัว พรานอินก็ยกอาวุธประจำกายขึ้นเล็งตรงไปยังเสือตัวนั้นแล้วก็ลงมือสังหารเสือตัวนั้น<span>  </span>แต่ด้วยสัญชาตญาณของเสือเมื่อถูกศัตรูเข้ามาทำร้าย ย่อมมีการต่อสู้เป็นธรรมดา การต่อสู้ระหว่างเสือกับนายพรานอินก็เกิดขึ้น พรานอินพยายามที่จะวิ่งขึ้นต้นไม้ แต่ก็เพียงแค่ได้จับกิ่งไม้เท่านั้นจึงเป็นโอกาสของเสือเข้าโจมตีกัดเอาพรานอินถึงกับความตาย พอพรานอินเสียชีวิตแล้วพรรคพวกของพรานอินที่อยู่บนคาคบต้นไม้ พอเห็นดังนั้นก็สาดกระสุนเข้าใส่เสือตัวนั้นจนเสียชีวิตเช่นเดียวกัน<span>  </span>โบราณท่านว่า<span>  </span></span>“<span> หมองูตายเพราะงู </span>”<span>  </span><span>ฉันใดก็ฉันนั้น พรานล่าสัตว์ก็ตายเพราะสัตว์เช่นเดียวกัน</span></font></span><span style="font-size:16pt;font-family:'Angsana New';"><font color="#99cc00"> </font></span><font color="#99cc00"><span style="font-size:16pt;font-family:'Angsana New';">“<span> <span> </span>บ้านขนาจมวน <span> </span></span>”</span><span style="font-size:16pt;font-family:'Angsana New';"> <span><span> </span>ปัจจุบันเพี้ยนมาเป็น <span> </span></span>“<span><span>  </span>บ้านขนาดมอญ<span>  </span></span>”<span>  </span><span>ขึ้นกับตำบลตาตุม อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ หัวหน้าผู้นำหมู่บ้านเท่าที่ทราบมีดังต่อไปนี้</span></span></font><span style="font-size:16pt;font-family:'Angsana New';"><font color="#99cc00"><span>                </span>1.<span>  </span><span>กำนันอิน <span>                                                        </span>เป็นผู้ก่อตั้งหมู่บ้านคนแรก</span> <span>              </span></font></span><span style="font-size:16pt;font-family:'Angsana New';"><font color="#99cc00"><span>                </span>2.<span>  </span><span>กำนันชื่น<span>           </span>ใสยิ่ง</span><span>                                    </span><span>อยู่บ้านขนาดมอญ</span></font></span><span style="font-size:16pt;font-family:'Angsana New';"><font color="#99cc00"><span>                </span>3.<span>  </span><span>กำนันฉ่ำ<span>           </span>คงมั่น</span><span>                                    </span><span>อยู่บ้านขนาดมอญ</span></font></span><span style="font-size:16pt;font-family:'Angsana New';"><font color="#99cc00"><span>                </span>4.<span>  </span><span>กำนันคลิด<span>        </span>ใสยิ่ง</span><span>                                     </span><span>เป็นลูกชายของกำนันชื่น </span></font></span><span style="font-size:16pt;font-family:'Angsana New';"><font color="#99cc00"><span>                </span>5.<span>  </span><span>กำนันเสียง<span>        </span>มั่นยืน</span><span>                                   </span><span>อยู่บ้านขนาดมอญ</span></font></span><span style="font-size:16pt;font-family:'Angsana New';"><font color="#99cc00"><span>                </span>6. <span> </span><span>กำนันสวี<span>           </span>บุญคง</span><span>                                   </span><span>อยู่บ้านขนาดมอญ</span></font></span><span style="font-size:16pt;font-family:'Angsana New';"><font color="#99cc00"><span>                </span>7. <span><span> </span>ผู้ใหญ่ถวิล<span>        </span>โสรดี</span><span>                                     </span><span>อยู่บ้านขนาดมอญ</span></font></span><span style="font-size:16pt;font-family:'Angsana New';"><font color="#99cc00"><span>                </span>8. <span> </span><span>ผู้ใหญ่บุญส่ง<span>   </span><span> </span>วงศ์รุจิโรจน์</span><span>                        </span><span>อยู่บ้านขนาดมอญ</span></font></span><span style="font-size:16pt;font-family:'Angsana New';"><font color="#99cc00"><span>                </span>9. <span><span> </span>ผู้ใหญ่สุรนาท<span>    </span>ใสยิ่ง</span><span>                                   </span><span>อยู่บ้านขนาดมอญ</span></font></span><span style="font-size:16pt;font-family:'Angsana New';"><font color="#99cc00"><span>                </span>10. <span>ผู้ใหญ่สุรินทร์<span>   </span>ภูเขียว</span><span>                 </span><span>อยู่บ้านขนาดมอญ</span></font></span><span style="font-size:16pt;font-family:'Angsana New';"><font color="#99cc00"><span>                </span>11. <span><span> </span>ผู้ใหญ่รื่น<span>          </span>วันฬา</span><span>                  </span><span>อยู่บ้านขนาดมอญ <span> </span></span>(<span> คนปัจจุบัน </span>)</font></span><font color="#99cc00"><span style="font-family:'Angsana New';">งานพัฒนาในหมู่บ้านขนาดมอญมีการพัฒนาที่ต่อเนื่องจนทำให้หมู่บ้านมีความเจริญรุ่งเรืองมาเรื่อยๆ มีการเปลี่ยนแปลงการทำมาหากินแนวใหม่ จากแต่ก่อนเคยใช้ระบบการแลกเปลี่ยนกัน เช่น ล่าสัตว์เพื่อแลกเพื่อแลกข้าว<span>  </span>ต่อมามีการส่งเสริมพัฒนาทางด้านการเกษตรแนวใหม่ที่ครบวงจร มีการปลูกไม้ผล ต้นไม้ยืนต้น เช่น ต้นยางพารา<span>  </span>ต้นยูคาและปลูกพืชล้มลุก มีการบริการทางด้านสาธารณสุขที่ดีขึ้น การคมนาคมที่สะดวกสบายเพราะมีการสร้างถนนหนทาง สร้างสะพานจากเดิมเป็นสะพานไม้ต่อมาสร้างเป็นคอนกรีตทำให้การสัญจรไปมามีความสะดวกรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารต่างๆ สะดวกรวดเร็ว โทรศัพท์ วิทยุสื่อสาร<span>  </span>เริ่มมีมากขึ้น นับได้ว่ามีการพัฒนาไปอย่างมาก</span><span style="font-family:'Angsana New';"></span></font><font color="#99cc00"><span style="font-family:'Angsana New';">ข้าพเจ้า ผู้เขียน<span>  </span></span><span style="font-family:'Angsana New';">(<span> พระครูพัฒน์สังวรคุณ </span>)<span>  </span><span>ขอขอบพระคุณทุกท่านโดยเฉพาะคุณพ่อทับ<span>   </span>เบญจมาศ<span>  </span>ที่ท่านได้ให้ข้อมูลในการรวบรวมครั้งนี้<span>  </span>หากแม้นว่าท่านผู้อ่านได้ข้อมูลเพิ่มเติมมีหลักฐานเพื่อประกอบประวัติหมู่บ้าน ผู้เขียนขอน้อมรับฟังเพิ่มเติม เพื่อเป็นประโยชน์ของชุมชนและสืบทอดถึงลูกหลานอย่างจริงใจ</span></span></font><font color="#99cc00"><br />
</font> </p>
<p><font color="#99cc00"></font></p>
<p><span class="MsoFootnoteReference"><span style="font-size:14pt;"><span><span class="MsoFootnoteReference"><span style="font-size:14pt;font-family:'Cordia New';"></span></span></span></span></span><a href="http://wordpress.com/"></a><a href="http://wordpress.com/">ordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!</a></p>
<br /><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/daratiwat.wordpress.com/1/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/daratiwat.wordpress.com/1/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/daratiwat.wordpress.com/1/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/daratiwat.wordpress.com/1/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/daratiwat.wordpress.com/1/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/daratiwat.wordpress.com/1/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/daratiwat.wordpress.com/1/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/daratiwat.wordpress.com/1/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/daratiwat.wordpress.com/1/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/daratiwat.wordpress.com/1/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/daratiwat.wordpress.com/1/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/daratiwat.wordpress.com/1/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/daratiwat.wordpress.com/1/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/daratiwat.wordpress.com/1/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/daratiwat.wordpress.com/1/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/daratiwat.wordpress.com/1/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=daratiwat.wordpress.com&amp;blog=3186023&amp;post=1&amp;subd=daratiwat&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://daratiwat.wordpress.com/2008/03/17/%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/f62526ba9cf4b5eaedc94db41c8b0901?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">daratiwat</media:title>
		</media:content>
	</item>
	</channel>
</rss>
